ไม่พบผลการค้นหา
กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43-44 วุฒิสภา ชี้กระบวนการจัดทำอาจขัด รธน.-ระเบียบสำนักนายกฯ-มติ ครม.-บันทึก JBC ครั้งที่ 2 พร้อมขอรัฐบาลใช้กลไกตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง

วิทยุรัฐสภา รายงาน วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) ว่า ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณารายงานความคืบหน้าการพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล อินนา ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า ได้ประชุมมาแล้วรวม 6 ครั้ง เชิญตัวแทนจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนไปศึกษาดูงานในจังหวัดตราด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดกรอบการพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ กระบวนการจัดทำ MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ อย่างไร และเนื้อหาของ MOU สอดคล้อง ปฏิบัติได้จริง เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ ทั้ง 2 ประเด็น เป็นเรื่องสลับซับซ้อน ต้องศึกษาอย่างละเอียด

สว นพดล อินนา

ด้านนายคำนูญ สิทธิสมาน กรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเนื้อหาของ MOU มีความเห็นที่แตกต่างกันมาก แต่ประเด็นกระบวนการจัดทำ หาข้อยุติได้ง่ายกว่า กล่าวคือ MOU ถือได้ว่าเป็นสนธิสัญญา โดยเฉพาะ MOU 2543 ที่รัฐบาลไปขึ้นทะเบียนกับองค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อปี 2544 โดยขณะจัดทำทั้ง 2 ฉบับ อยู่ในช่วงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งตามมาตรา 224 วรรค 1 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ และวรรค 2 หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา หรือมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

โดยจะชอบด้วยมาตรา 224 วรรคแรกหรือไม่ ชัดเจนว่าการทำหนังสือสัญญา เป็นพระราชอำนาจ แต่ตามมาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล หมายความว่าการทำหนังสือสัญญา จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน

และจากการตรวจสอบ มติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง พบว่าเป็นมติ ครม. ที่รับทราบรายงานผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 2 และบัญชาของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการอนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะประธานกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นมติ "รับทราบ" ไม่ได้ "เห็นชอบ" อีกทั้งจากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และกระทรวงการต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พบว่า เอกสารตรงกันทุกประการ ดังนั้น จึงเกิดปัญหาว่าการทำหนังสือสัญญา ครม. ไม่ได้เห็นชอบ อาจจะขัดมาตรา 224 วรรคแรกหรือไม่ นอกจากนี้ ยังอาจขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มติ ครม. และบันทึก 

สว คำนูญ สิทธิสมาน

ทั้งนี้ อยากฝากให้ ครม. ดำเนินการตรวจสอบ เพื่อยืนยันความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในประเด็นดังกล่าวนี้ เพราะเชื่อว่า ครม. จะมีกลไกตรวจสอบได้รวดเร็วกว่า ตลอดจนหากจะขัดหรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายภายในประเทศ ต้องทำการยืนยันหรือโต้แย้ง เพื่อแก้ไขหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป