วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่เขตดุสิต พบชาวชุมชนซอยโซดาและชุมชนใกล้เคียง บริเวณด้านนอกศูนย์คลินิกปฐมภูมิเขตเมืองวชิรพยาบาล หรือ U-PCU เพื่อนำเสนอนโยบายยกระดับระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “ตรวจเร็ว รอน้อย รักษาใกล้บ้าน”
สาธารณสุขคือหัวใจลดความเหลื่อมล้ำ
ชัชชาติกล่าวว่า สาธารณสุขและการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำในเมือง โดยเฉพาะบทบาทของ กทม. ในการดูแลบริการปฐมภูมิ หรือบริการสุขภาพด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึงได้ใกล้บ้าน
ชัชชาติกล่าวอีกว่า ประชาชนในระบบบัตรทองของกรุงเทพฯ มีประมาณ 3.6 ล้านคน โดย กทม. รับผิดชอบโดยตรงประมาณ 1 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ใช้บริการในศูนย์บริการสาธารณสุขประมาณ 8 แสนคน และโรงพยาบาลประมาณ 2 แสนคน ขณะที่อีกประมาณ 2 ล้านคนอยู่ในคลินิกชุมชนอบอุ่น และที่เหลืออยู่ในโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการอื่นๆ
ขยายปฐมภูมิ รองรับปัญหาบัตรทองและการส่งต่อ
ชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ คือการส่งต่อผู้ป่วยจากหน่วยบริการปฐมภูมิไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเกินขีดความสามารถของคลินิก แต่บางครั้งประชาชนอาจติดขัดเรื่องใบส่งตัวและระบบค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยบริการ
“เวลาคนไข้มาที่คลินิกชุมชนอบอุ่นหรือคลินิกปฐมภูมิ ถ้าเกิดป่วยหนักเกินกว่าที่คลินิกจะรับได้ ก็ต้องมีการส่งตัวไปหน่วยโรงพยาบาลที่สูงขึ้นไป หลายครั้งที่ประชาชนเจอคือไม่สามารถเอาใบส่งตัวได้ เพราะถ้าออกใบส่งตัว คลินิกต้องตามไปจ่ายเงิน ทำให้ที่ผ่านมามีคลินิกหลายแห่งที่อาจไม่ยอมส่งตัวให้” ชัชชาติกล่าว
หากประชาชนอยู่ในระบบศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จะสามารถส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลในเครือข่ายได้โดยตรงเมื่อจำเป็น เนื่องจาก กทม. มีระบบบริการและเครือข่ายโรงพยาบาลของตัวเองรองรับอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” จึงเสนอขยายขีดความสามารถของบริการปฐมภูมิ กทม. จากเดิมที่รองรับประชาชนประมาณ 1 ล้านคน ให้มีกำลังรองรับเพิ่มเป็นประมาณ 1.3 ล้านคน เพื่อเตรียมพร้อมกรณีมีการยกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่นบางแห่ง การขยับสิทธิ หรือประชาชนย้ายสิทธิเข้ามาอยู่ในระบบของ กทม.
“ดุสิตโมเดล” เชื่อมศูนย์สุขภาพ-คลินิก-โรงพยาบาล
หนึ่งในต้นแบบสำคัญคือ “ดุสิตโมเดล” ซึ่งเป็นระบบบริการสุขภาพเขตเมืองที่เชื่อมต่อบริการปฐมภูมิกับโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ โดยมีวชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย และมีศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยา และหน่วยบริการใกล้บ้านเป็นเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการต่อเนื่องตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงโรงพยาบาล
ชัชชาติเปรียบเทียบว่า ดุสิตโมเดลทำให้ระบบสาธารณสุขทำงานเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยมีโรงพยาบาลใหญ่อย่างโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเป็นเหมือน “ยานแม่” และมีหน่วยบริการใกล้บ้าน เช่น ศูนย์สาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น เป็น “ยานลูก” ที่ช่วยดูแลประชาชนในชีวิตประจำวัน
“สำหรับ ดุสิตโมเดล ทำให้ กทม. สามารถให้บริการ ดูแล และเชื่อมโยงข้อมูลได้ชัดเจน เวลาจากศูนย์สาธารณสุขจะมาโรงพยาบาล ไม่ต้องถือแฟ้มมาแล้ว ผ่านข้อมูลทางออนไลน์ได้เลย ประชาชนก็สะดวกขึ้น” ชัชชาติกล่าว
ด้าน รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. อธิบายเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่ลงตรวจเยี่ยมมีศูนย์คลินิกปฐมภูมิเขตเมือง หรือ PCU ของวชิรพยาบาล ซึ่งทำหน้าที่เสมือนการนำบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลออกมาอยู่ใกล้ชุมชนมากขึ้น โดยสามารถรองรับผู้มีสิทธิบัตรทอง และส่งต่อเข้าวชิรพยาบาลได้โดยตรงเมื่อจำเป็น ช่วยลดข้อโต้แย้งเรื่องการส่งตัวและทำให้มาตรฐานการรักษาต่อเนื่องมากขึ้น
เพิ่ม 2,000 เตียง เสริมโรงพยาบาล กทม. ให้ครอบคลุมเมือง
สำหรับนโยบายเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาล ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” เสนอเพิ่มเตียงโรงพยาบาลสังกัด กทม. อีก 2,000 เตียง และเดินหน้าพัฒนาโรงพยาบาลใหม่ รวมถึงพิจารณาพื้นที่เพิ่มเติมในโซนวังทองหลาง-บางกะปิ เพื่อให้ระบบโรงพยาบาลของ กทม. ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น
นัดหมอรอไม่เกิน 1 ชั่วโมง ลดเวลาคนไข้ในโรงพยาบาล
อีกนโยบายสำคัญคือ “นัดหมอ รอไม่เกิน 1 ชั่วโมง” ชัชชาติกล่าวย้ำว่า กทม. จะปรับระบบบริการสำหรับผู้ป่วยที่มีนัดล่วงหน้าให้มีความแม่นยำมากขึ้น แยกจากผู้ป่วย Walk-in พร้อมพัฒนาระบบนัดหมายและการให้บริการในโรงพยาบาลให้สะดวกขึ้น
ชัชชาติยังกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีและ Telemedicine เพื่อช่วยลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาล โดยเสนอให้มีศูนย์ Telemedicine ตามศูนย์การค้าหรือพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถปรึกษาแพทย์ทางไกลและเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง
ตรวจสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งเป้า 2 ล้านคนใน 4 ปี
ในส่วนของการป้องกันโรค ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ตั้งเป้าขยายการตรวจสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุม 2 ล้านครั้งใน 4 ปี หลังจากที่ผ่านมา กทม. ตรวจสุขภาพคนกรุงเทพฯ ไปแล้วประมาณกว่า 1 ล้านคน โดยการตรวจครอบคลุมทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เบาหวานขึ้นตา และการคัดกรองมะเร็งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้นและเข้าสู่กระบวนการป้องกันได้ทันเวลา
นอกจากนี้ กทม. ยังมีแผนขยายบริการทำฟันในศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อให้บริการทันตกรรมเข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะบริการใกล้บ้านที่ช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายของประชาชน
ชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายสาธารณสุขของ กทม. จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ สปสช. อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก สปสช. เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลระบบบัตรทองและงบประมาณภาพรวม ขณะที่ กทม. จะขยายบริการในส่วนที่รับผิดชอบให้มีคุณภาพและรองรับประชาชนได้มากขึ้น
“เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และเป็นหัวใจในการลดความเหลื่อมล้ำของเมือง กทม. ก็ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องทำงานอย่างเข้มข้นกับ สปสช. เพราะ สปสช. เป็นตัวคุมภาพรวมทั้งหมด เราคงไม่สามารถไปทำงานแทน สปสช. ได้ แต่จะช่วย สนับสนุนในส่วนที่เป็นหน้าที่ของเรา และขยายบริการของเราให้มีคุณภาพมากขึ้น” ชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย