จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (10 ธันวาคม 2568) ผมคาดการณ์ว่า เมื่อคำแปรญัตติของกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภามีจำนวนมาก ก็มีโอกาสสูงที่หลายประเด็นในแนวทางของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะ “ตกไป” ในที่ประชุม สิ่งที่ต้องลุ้นคือ ในแต่ละมาตรา รัฐสภาจะโหวตไปตามคำแปรญัตติของใคร
ผมเตือนว่า หากใครพยายามตั้งตัวเป็นผู้กำหนดเกมทั้งหมด และเลือกโหวต “ตามคำแปรญัตติของพรรคตนเองเท่านั้น” โดยไม่หาทางประสานหรือหาจุดร่วมกัน อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความสับสนยุ่งเหยิง
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภา พรรคการเมืองหลัก และวุฒิสภา ต้อง “คุยกันและตกลงกันให้ดี” ก่อนและระหว่างการลงมติในแต่ละมาตรา เพื่อไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญแตกเป็นชิ้น ๆ จนใช้การไม่ได้
ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ผมอยากอธิบายสิ่งที่ประชาชนควรจับตาจากการประชุมวาระ 2 ที่กำลังจะมาถึงดังนี้ครับ
—---------------------
ศึกคำแปรญัตติวาระสอง: ถ้ารัฐสภาโหวตเอาด้วย อาจคืนชีพโมเดล ส.ส.ร. หรือ กมธ.ยกร่างที่ยึดโยงกับประชาชน
ร่างที่เข้าสู่วาระ 2 ผ่านการพิจารณาและแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาแล้วเกือบทุกมาตรา ขณะเดียวกัน ทั้งกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาจำนวนมากได้ “ขอสงวนความเห็น” และยื่นคำแปรญัตติเอาไว้
ตรงนี้เองที่ผมมองว่าเป็นช่วง “น่าลุ้น” ของวาระสอง เพราะผู้สงวนมีทั้งจากพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งสงวนไปคนละทิศทาง
“นั่นจึงอาจจะทำให้ผู้ที่สงวนไว้รวมกันแล้วอาจมีมากกว่า กมธ.เสียงข้างมากก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ เนื้อหาสาระสำคัญอาจเปลี่ยนไปมาก และโยงไปยังมาตราอื่น ๆ ทำให้ต้องคิดกันต่อว่าจะเดินอย่างไร หากมติที่ออกมาผิดไปจากแนวของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก”
ในส่วนของพรรคเพื่อไทย เราได้สงวนความเห็นยืนยันรูปแบบของ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก่อนให้รัฐสภาเลือก ส่วนพรรคประชาชนก็สงวนความเห็น โดยยืนยันให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก่อนเช่นกัน
ถ้าในมาตราใด แนวทางของ กมธ.เสียงข้างมาก “ตกไป” สิ่งที่ต้องลุ้นต่อคือ รัฐสภาจะหันไปเลือกคำแปรญัตติของใคร และแนวทางนั้นจะทำให้ “การร่างรัฐธรรมนูญยึดโยงกับประชาชน” เหล่านี้กลับมาได้มากน้อยเพียงใด
—---------------------
ถ้าต่างคนต่างเอาแต่ของตัวเอง รัฐธรรมนูญจะพังทั้งฉบับ
สิ่งที่น่ากังวลคือ พรรคใหญ่หลายพรรคสงวนไปคนละทาง ก็อาจทำให้แต่ละพรรคโหวตไปตามผู้สงวนของพรรคตน
ผมเตือนว่า หากแต่ละฝ่ายตั้งใจ “เอาให้ได้ตามตัวเองทั้งหมด” โดยไม่ยอมเจรจา อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรรมูญเกิดความสับสน ยุ่งเหยิง ถึงขั้นต้องพักการประชุมยาวเพื่อกลับไปคิดกันใหม่
“ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ต้องมีการหารือ เจรจาต่อรอง และถ้อยทีถ้อยอาศัยกันพอสมควร… เพื่อให้สุดท้ายได้ร่างรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงสอดคล้องกัน ไม่ใช่บางมาตราไปขัดกับอีกบางมาตรา”
—---------------------
ส.ส.ร. ทำไมสำคัญ: ไม่ให้รัฐสภา ‘แก้เพื่อตัวเอง’
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่วาระสองต้องตัดสินใจ คือ จะใช้องค์กรใดเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในร่างหลักของคณะกรรมาธิการ ขณะนี้กำหนดให้มีเพียง “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พรรคเพื่อไทยเสนอไว้ตั้งแต่ต้นให้มีสองชั้น ได้แก่
คณะกรรมาธิการยกร่าง และสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาทำหน้าที่พิจารณา ตรวจ และตัดสินใจอีกชั้นหนึ่ง
แนวคิดสภาร่างรัฐธรรมนูญมีมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมือง ตัวอย่างสำคัญคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 การมี ส.ส.ร. หมายถึงมีคนอีกชุดหนึ่งมาช่วยกันดู ช่วยกันพิจารณา ช่วยกันตัดสินใจ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจหลักในทุกเรื่อง ทุกหมวด ทุกมาตรา
ในครั้งปี 2540 เมื่อ ส.ส.ร. พิจารณาเสร็จแล้วก็ส่งให้รัฐสภา รัฐสภาพิจารณาเพียงให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่ได้ลงไปแก้ในรายละเอียด ซึ่งช่วยลดข้อครหาว่า สมาชิกรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ “เพื่อตัวเอง” โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวกับอำนาจและที่มาขององค์กรทางการเมือง
ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยคือ ให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน 300 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน โดยยืนยันว่า รูปแบบ “ประชาชนเลือกก่อน แล้วรัฐสภาคัดเลือกอีกชั้นหนึ่ง” เป็นการเลือกทางอ้อม ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
—---------------------
วิจารณ์สูตร ‘20 หยิบ 1’ เสี่ยงได้กรรมาธิการ ‘สีเดียว’
แต่ในร่างของคณะกรรมาธิการตอนนี้ได้ใช้องค์กรที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญตามร่างของพรรคประชาชน นั่นคือ “คณะกรรมาธิการยกร่าง” ซึ่งเดิมทีต้องการให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก่อนแล้วค่อยให้รัฐสภามาเลือกอีกทีในรูปแบบ 20 หยิบ 1 แต่ภายหลังคณะกรรมาธิการแก้ไขใหม่ตัดการเลือกมาจากประชาชน แต่ให้ประชาชนคนใดก็ได้สมัครเข้ามาจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ แล้วสมาชิกรัฐสภาใช้เสียง 20 เสียงเสนอชื่อได้ 1 คน
“เมื่อไม่มีส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน คณะกรรมาธิการที่ได้มาจะสะท้อนสัดส่วนจากเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมรัฐสภา… กรรมาธิการก็จะมีสีเดียวหรือใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจากเสียงข้างมากของรัฐสภา ไม่มีความหลากหลาย และประชาชนไม่ได้กำหนดอย่างที่ควรจะเป็น”
ในส่วนนี้พรรคเพื่อไทยนอกจากจะยืนยัน ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชนแล้ว ยังได้สงวนความเห็นให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน และมาจากสายวิชาชีพ 25 คน โดยส่วนนี้ยังคงใช้วิธีคัดเลือกคล้ายสูตร 20 หยิบ 1 แต่ลดจำนวนลง เพื่อให้สัดส่วนโดยรวมเปิดกว้างต่อผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่ในเครือข่ายที่ใกล้ชิดพรรคการเมืองและกลุ่ม ส.ว. เท่านั้น
—---------------------
จากวาระสองสู่ปลายทาง: วาระสาม–ประชามติ–การเรียนรู้ของประชาชน
แม้ไฮไลต์อยู่ที่วาระสอง แต่ผมก็วางเป้าหมายไปถึงขั้นวาระสามและประชามติ เมื่อวาระสองเสร็จ ต้องรอให้พ้น 15 วันจึงมาลงมติในวาระสาม
“ถ้าในการพิจารณาวาระสอง เนื้อหาถอยหลังจนล้าหลังมาก ไม่มีความหวังจะได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เราก็ต้องโหวตไม่เห็นชอบ แต่สิ่งที่อยากเห็นจริง ๆ คือในวาระสองได้ร่างที่มีเนื้อหาดีพอสมควร… ถ้าได้ตามนั้นและปรับบางส่วนที่พอรับกันได้ ก็อยากเห็นการยกมือสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ในวาระสาม”
หากร่างผ่านวาระสาม จะเกิดการทำประชามติ 2 คำถามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง ซึ่งภายใต้กฎหมายประชามติใหม่ที่ไม่จำกัดสิทธิในการรณรงค์ จะทำให้เกิด “การเรียนรู้ครั้งใหญ่” ของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งในเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ปากท้อง และปฏิรูปประเทศที่แต่ละพรรคต้องเสนอแข่งกัน
—---------------------
ข้อเสนอถึงรัฐบาล: อย่าปล่อยให้ ‘สองคำถามประชามติ’ หายไปกับการยุบสภา
ผมอยากฝากข้อคิดถึงรัฐบาลว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระยะสั้น คือ การกำหนดมติให้มีการทำประชามติคำถามที่ 1 ให้ชัดเจนและไม่ช้าเกินไป
ผมเตือนว่า ถ้าไม่มีมติไว้ก่อน แล้วเกิดการยุบสภากะทันหันขึ้นมา อาจทำให้ทั้งคำถามที่ 1 (ถามว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่) และคำถามที่ 2 (ถามว่าจะรับหรือไม่รับร่างที่ผ่านวาระสาม) “หายไปพร้อมกัน”
รวมทั้งรัฐบาลและพรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ควรให้ความสนใจกับ MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน ช่วยกันประคองให้วาระสองผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย แล้วพยายามผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระสาม ในกรอบเนื้อหาที่สังคมพอรับได้ พร้อมกับรีบมีมติจัดทำประชามติตามมติของรัฐสภา
ต้องย้ำว่าศึกวาระสองครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเกมเทคนิคในรัฐสภา แต่คือการตัดสินใจร่วมกันของทุกฝ่ายในสภาว่า ประเทศไทยจะเดินไปสู่รัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนจริง ๆ หรือจะกลับไปติดอยู่กับกติกาที่ถูกกำหนดโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่กลุ่มในระบบการเมือง ผมจึงอยากขอให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับ “การโหวตคำแปรญัตติ” ในวาระสองของนี้เป็นพิเศษครับ