ไม่พบผลการค้นหา
นักการเมืองที่เคยสังกัดในระบอบทักษิณ ปรากฎกายอีกครั้งโดยสังกัดระบอบประยุทธ์ พร้อมวาทะบลัฟแหลก “เปิดตัว พรรคพลังประชารัฐ ยิ่งใหญ่มากกว่าสมัยเปิดตัวพรรคไทยรักไทย” ตัดกลับมาที่ “เนวิน ชิดชอบ-คนที่นายใหญ่เคยไว้วางใจ” นี่คือภาพสะท้อน การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

***ไม่อาจเป็นประเมินต่ำเกินไป : คำประกาศ “สุริยะ-หัวจ่ายทางการเมือง” กร้าว “เปิดตัวพรรคพลังประชารัฐยิ่งใหญ่มากกว่าพรรคไทยรักไทย” นอกจาก พปชร.จะมีรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อพรรคของตัวเองแล้ว ตามคำประกาศของ “สมศักดิ์” ยังมี “นโยบายประชารัฐ” ฉบับ “สมคิด-อุตตม-สนธิรัตน์” ที่จะคอยลด แลก แจม แถม ไปตลอดจนถึงวันเลือกตั้ง 

ฉากละครทางการเมืองที่สำคัญหนีไม่พ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในการเปิดตัวพรรคพลังประชา(ยุทธ์)รัฐ “สุริยะ” แห่งสามมิตร ให้สัมภาษณ์หลังงานจบกับมติชน ถึงฉากสุดท้ายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับทักษิณ “ผมเคยอยู่ที่พรรคไทยรักไทย แต่หลังจากที่พรรคถูกปฏิวัติไป จากนั้นชื่อพรรคก็เปลี่ยนไปหลายพรรค ซึ่งที่ผ่านมาตนไม่ได้ไปร่วมด้วย” ย้อนกลับไปบนเวที สุริยะ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ผู้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการเป็น “หัวจ่ายสำคัญทางการเมือง” ประกาศบนเวทีชัดเจนว่า การเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ในวันนี้ยิ่งใหญ่กว่าสมัยเปิดตัวไทยรักไทย

“จากนี้ไป จะไม่มีกลุ่มสามมิตร จะมีแต่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคของประชาชนและจากประสบการณ์สมัยอยู่พรรคไทยรักไทย ซึ่งคิดว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่วันนี้เป็นความยิ่งใหญ่มากกว่าสมัยเปิดพรรคไทยรักไทย”

ไม่ใช่แค่เกทับว่า ยิ่งใหญ่กว่าสมัยเปิดตัวไทยรักไทย แต่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ลูกน้องคนสนิทของสมคิด ยังประกาศลั่นบนเวทีด้วยว่า “วันนี้ลองมองไปที่หน้าของทุกคนผมแทบไม่เชื่อสายตาว่าพรรคนี้จะรวบรวมผู้คนได้มากมายขนาดนี้ มากันเยอะขนาดนี้เราคงได้ ส.ส. ทั้ง 350 ที่นั่ง”

อีกหนึ่งหมายเหตุทางการเมืองที่ต้องหมุดไว้ คือการเปิดเผยของสุริยะ ถึง เรื่องเล่าวันกำเนิด “สามมิตร แห่งพลังประชารัฐ” สุริยะ บอกว่า “อยากขอกล่าวถึงเบื้องหลังกลุ่มสามมิตร โดยเมื่อประมาณวันที่ 11 เมษายน ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพตั้งแต่สมัยทำพรรคไทยรักไทยด้วยกัน ผมคงไม่ขอเอ่ยชื่อ น่าจะทราบกันดี ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีพรรคทางเลือกใหม่ให้ประชาชน การเลือกตั้งครั้งใหม่ 2 ขั้วเดิมมา เมื่อเลือกตั้งเสร็จคงจะเกิดวิกฤตทางการเมืองอีก ซึ่งจะเกิดเหตุการณ์ที่ทหารเข้ามา ถ้าไม่ต้องการเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็ต้องมาเป็นพรรคทางเลือกใหม่”

เอาเป็นว่าเดาไม่ยาก ว่าผู้ใหญ่ท่านนั้นคือใคร ก็คงเป็นผู้ใหญ่ที่เป็น “ที่ปรึกษาทางใจ” ของ 4 รัฐมนตรีประชารัฐ ที่รับบัญชามาเดินเกมส์การเมือง แต่สายโทรศัพท์ของผู้ใหญ่ท่านนี้คงไม่แค่โทรมาชวนสุริยะหวนสู่เวทีการเมือง แต่เป็นสายโทรศัพท์ที่ยืนยันถึง “ปัจจัย-กติกา-การกลับมาเป็นรัฐบาลอีกหน”

ที่ว่ายืนยันถึงปัจจัยในการเลือกตั้ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า มีกลุ่มทุนประชารัฐจำนวนไม่น้อย ยินดีเป็นกระสุนจ่ายให้พรรคการเมืองพรรคนี้แน่ ในระดับที่พรรคสีฟ้าอาจกระสุนหดหาย เพราะคนเคยจ่ายไม่จ่ายแบบเดิม ที่ว่ายืนยันถึงกติกา นั้นหมายถึงกติกาการฟอร์มรัฐบาลซึ่งเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐ​เข้าเส้นชัยไวกว่าเพื่อน เพราะมี สว.จากการแต่งตั้งคอยหนุนหลังอยู่ แม้จะมีปัญหาทั้งในเชิงความชอบธรรมและความสง่างาม

กติกาเอื้อ พรรคพลังประชารัฐเพียงใด ให้ดูที่บทสัมภาษณ์ของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” กับวาทะทอง “การเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา เราจะต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆเหล่านี้ เป้าหมายทุกคะแนนมีความสำคัญ ฉะนั้นตัวบุคคลในแต่ละเขตแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนให้ได้ เพราะทุกคะแนนมีความสำคัญ” อีกหนึ่งเสียงที่รับประกันถึงกติกาอันเอื้อพรรคพลังประชารัฐ คือ เสียงของ “รณฤทธิชัย คานเขต” เด็กในคาถา “สุชาติ ตันเจริญ” แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำที่จะสมัครเข้าพรรคไวไวนี้ โดยล่าสุดขนทีมงานมาสมัครแล้วกว่า 30 คน รนฤทธิชัย บอกว่า “สาเหตุที่ไปอยู่พรรคนี้ เพราะได้เป็นรัฐบาลแน่นอน สาเหตุที่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอนเพราะมี สว. 250 คนสนับสนุน”

แม้จะเต็มไปด้วยการเกทัพบลัฟแหลก แต่ไม่อาจประเมินต่ำไป ด้วยเพราะหนึ่งคือ บรรดา อดีต ส.ส.ที่มามอบตัวต่อพรรคพลังประชารัฐ เป็น ส.ส.มีชื่ออยู่ไม่น้อย หากพ่ายแพ้เขต ก็ยังมีคะแนนตกน้ำที่จะช่วยดันบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในสภาเป็นจำนวนพอควร สองคือ ในช่วงใกล้เลือกตั้ง การหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐจะขนานไปกับ นโยบายประชานิยม ในชื่อ “นโยบายประชารัฐ” ที่จะ ลด แลก แจก แถม ไม่มีหยุด เป็นการรับประกันถึง “ชีวิตที่ดี-เริ่มแล้ววันนี้ ไม่ต้องไปรอ นักการเมืองหน้าไหน มามอบให้”

ในคราวประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 พ.ย. มีมติเห็นชอบเพิ่มการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ปัจจุบันมีจำนวนถึง 14.5 ล้านคน โดยรวม 4 มาตรการ แบ่งเป็น 1.สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาท/คน โดยให้ถอนเงินออกจากบัตรได้ 2.สนับสนุนค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) 1000 บาท/คน สามารถถอนออกจากบัตรได้ 3.ช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาท/คน/เดือน ตั้งแต่ ธ.ค.61 - ก.ย.62 และ4.ช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟ ตั้งแต่เดือน ธ.ค.61 - ก.ย.62 (10 เดือน) ในอัตราค่าไฟ 230 ต่อครัวเรือน /เดือน และค่าน้ำ 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน รวมวงเงินกว่า 38,730 ล้านบาท

ไม่ใช่แค่ ลด แลก แจก แถม แต่ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ ยังมีอำนาจเต็มไปจนถึงหลังการเลือกตั้ง ทำให้สามารถเดินสายหาเสียง โดยอ้างว่า ประชุม ครม. และ ใช้นโยบายประชานิยม โน้มน้าวใจประชาชนได้เต็มที่

ที่ว่าไม่อาจประเมินต่ำเกินไป-ประมาทเกินไป คือเกมส์การเมืองหลังการเลือกตั้ง 24 กพ. ที่เตรียมไว้ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ทั้งยุบพรรค ทั้งฮั้วเลือกตั้ง ทั้งผิดกฎหมาย คสช. เรียกได้ว่า วันเปิดสภา พรรคฝ่ายประชาธิปไตยอาจถูกทำให้มีที่นั่งต่ำกว่า 250 เพื่อให้ประยุทธ์สามารถขึ้นกุมบังเหียนได้โดยสะดวก ชอบธรรม สง่างาม นี่จึงเป็นเหตุให้ไม่อาจประเมินพรรคพลังประชารัฐต่ำเกินไป

***ค่ำคืนวันสวดศพเจ้าสัววิชัย ก๊กทางการเมือง “ชินวัตร-วิษณุ-เนวิน” มีเหตุบังเอิญให้ต้องเผชิญหน้ากัน รายงานข่าวจากมติชนสุดสัปดาห์เล่าว่า เนติบริกร ผู้อยู่เป็นทุกยุคทุกสมัยนั่งนิ่งไม่ติงไหว ขณะที่ “เนวิน” คนที่นายใหญ่เคยวางใจ วางตัวอย่างไร เมื่อคุณหญิงพจนมานเดินเข้าสู่ศาลาสวดศพ!!

“มติชนสุดสัปดาห์” ปกจินนี่ effect ถ่ายทอดฉากละครการเมืองฉากหนึ่งในงานศพเจ้าสัววิชัย ผู้มากบารมีซึ่งเป็นที่เคารพ-รักของคนการเมืองทุกภาคส่วน ในค่ำคืนหนึ่งมีแขกคนสำคัญของบ้านเมืองมาร่วมงานพร้อมกันสามคน-สามก๊ก “คุณหญิงพจนมาน ชินวัตร พร้อมลูกทั้งสามคน” “วิษณุ เครืองาม” และ “เนวิน ชิดชอบ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สองชื่อหลังคือหนึ่งใน “มิตรทางการเมือง” ในช่วงเวลาทักษิณเรื่องอำนาจ วิษณุคือเนติบริกรที่ทักษิณไว้ใจ จนเชื้อเชิญมาเป็น รองนายกรัฐมนตรี ส่วนเนวินเอาชนะใจนายใหญ่ด้วยการยืนหยัดรบเคียงข้างในวันที่คนเสื้อเหลืองประกาศรบกับระบอบทักษิณ เนวินนั่นเองที่เตือนสติให้ ผู้นำของพรรคไทยรักไทย ยืนหยัดเคียงนายใหญ่ สู้กับเสื้อเหลืองให้ถึงนาทีสุดท้าย

หนังสือ “ทักษิณ แวร์ อาย์ ยู” ของ “หมวดเจี๊ยบ” เล่าถึงฉากละครการเมืองวันนั้นไว้จับจิตจับใจ ว่า ในการประชุมวอร์รูมเพื่อตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมืองของทักษิณ ว่าจะยุบสภาหรือลาออก หรือ ควรจะสู้ต่อ ผู้นำพรรคไทยรักไทยหลายคนในห้องนั้น “ส่วนใหญ่จะเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า สถานการณ์ช่วงนั้น ค่อนข้างตึงเครียด...ส่วนใหญ่แนะนำทักษิณว่าควรจะถอย” แต่ทว่า “เนวิน” เป็นคนเดียวในห้องที่คิดสวนทางคนอื่น [เนวินถึงกลับลุกขึ้นทุบโต๊ะ และชี้หน้าโดยประณามแกนนำคนอื่นๆ ว่า “ไม่รักนาย” และ “พวกมึงนี่ขี้ขลาดสิ้นดี ยอมแพ้ ทั้งๆที่จะยังไม่ทันจะสู้”] นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเติบโตของขบวนการเสื้อแดง

นั่นเองทำให้ “เนวิน” ชนะใจนายใหญ่จนได้ โดยที่ก่อนหน้านั้น ได้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดนายใหญ่ในสำนักนายกรัฐมนตรี จนเป็นแขนขาที่สำคัญของทักษิณ ก่อน “มิตร” จะกลายเป็น “ศัตรู” เมื่อเกลี่ยผลประโยชน์ไม่ลงตัวในยุคนายกสมัคร สุนทรเวช

“มติชนสุดสัปดาห์” เล่าถึงฉากละครการเมืองในงานสวดศพเจ้าสัววิชัย ไว้น่าสนใจ ชวนอ่านไปพร้อมกัน

[“เนวิน” มาก่อน

“คุณหญิงอ้อ” และลูกๆ มาทีหลัง

ตอนที่อดีตภรรยาของ “ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางมาถึง

“เนวิน” อยู่ในศาลาเช่นเดียวกับ “วิษณุ” ที่เคยเป็นรองนายกฯ สมัย “ทักษิณ”

“วิษณุ” นั่งนิ่ง แต่ “เนวิน” ลุกขึ้นมายืนรอตรงประตูทางเข้าอย่างตั้งใจ

ทันทีที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 เดินเข้ามา เขายกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“คุณหญิงอ้อ” รับไหว้ด้วยใบหน้ายิ้มนิดๆ เช่นเดียวกับลูกๆ ทุกคน

เหมือนเป็นมารยาทปกติในสังคม แต่ในมุมหนึ่งก็แฝงนัยยะทางการเมือง การเมืองไทยไม่มีศัตรูถาวร]   

ในการเมืองจึงไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ในค่ำคืนหนึ่ง คีย์แมนภูมิใจไทยคนหนึ่ง จึงเคาะโต๊ะว่า “ถ้าพรรคหลักฝ่ายประชาธิปไตยทำได้มากกว่า 230 ที่นั่ง” ทิศทางการเมืองอาจเปลี่ยน และเราอาจคุยกันถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่นาทีนี้โจทย์ของคนไกลท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ 230 ที่นั่ง ที่ต้องพิชิตให้ได้ แต่ต้อง 300 ที่นั่ง หากหวังกุมบังลังก์ทางการเมืองในรอบนี้ เพราะมีแต่การได้ 300 ที่นั่งบวก จึงจะเชื้อเชิญพรรคภูมิใจไทย เข้าสู้อ้อมอกทางการเมืองได้ ซึ่งดูบรรยาอากาศจากละครการเมืองฉากนี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ทิศทางการเมือง-ความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ!!

แต่ภูมิใจไทย ในเวลานี้เป็น “ยุคเฟื่องฟู” ที่คณิตศาสตร์การเมือง อาจเหนือความคาดหมาย เหตุเพราะ ส.ส.ในสังกัด แม้ไม่ชนะ ส.ส.เขต แต่เมื่อคะแนนอยู่เป็นอันดับ 2 อันดับ 3 ในแทบทุกเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะในอีสาน ในแง่นี้คะแนนเสียงตกน้ำก็อาจทำให้มีปาร์ตี้ลิสต์ถล่มทลายได้แล้ว สำหรับพรรคขนาดกลางพรรคนี้ ในเงื่อนไขนี้ ข้อต่อรอง ในคำชวน จึงไม่ง่ายและไม่ธรรมดา

***ศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ต้องรับศึกจากหลายทิศทางโดยเฉพาะจาก “สี่มิตรเก่า สมคิด-สมศักดิ์-สุริยะ-เนวิน” ที่ร่วมกันแย่งชิงส่วนแบ่งเก้าอี้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด

เฉพาะฝั่งสามมิตร สุริยะประเมินว่า ขณะนี้เห็นเก้าอี้แล้ว 150 ที่นั่ง “จากประสบการณ์ และการทำโพลล์ต่างๆ ผมมั่นใจว่าได้แน่นอน 150 เสียง” สุริยะยังบอกเล่าถึงก้าวต่อไปของพรรคพลังประชารัฐอย่างฉะฉาน ชัดเจน ราวกับเห็นธงชัยของพรรคปักสำเร็จแล้ว ณ ทำเนียนรัฐบาล “เราต้องเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและฟื้นฟูประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึ่งแนวนโยบายทางภาคตะวันออกอย่างอีอีซี ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี แต่จะทำอย่างไรให้โครงการแบบนี้เกิดในภาคเหนือและอีสาน ถ้าทำสำเร็จพลังประชารัฐจะอยู่ในหัวใจคนทั้งประเทศ”

พรรคพลังประชารัฐ และนโยบายประชารัฐ จะปักธงในอีสานได้สำเร็จ ระดับชนะใจได้หรือไม่ เป็นโจทย์อันท้าทายที่ค่อยๆ พิจารณาไปจนถึงวันเลือกตั้ง แต่ระยะเฉพาะหน้า นโยบายแบบบัตรคนจนที่ปักธงมาแล้วล่วงหน้าตลอดสี่ปีของการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเอาใจ “คนจน-ผู้สูงอายุ-ครอบครัวของผู้สูงอายุ” เป็นของที่ไม่อาจประเมินต่ำเกินไป

แม้พรรคพลังประชารัฐ อาจอยู่ระหว่างหว่านของเพื่อซื้อใจคนซึ่งวัดผลสำเร็จได้ยาก แต่ “เนวิน” ทำสำเร็จแล้วใน “บุรีรัมย์โมเดล” ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ประกาศในวันเปิดตัวพรรค แค่พูดง่ายๆ ว่าจะทำให้หลายจังหวัดในประเทศก้าวหน้าไปแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” ก็ตื่นตาตื่นใจไปมากแล้ว เป็นความตื่นตาตื่นใจแบบที่ทั้ง “พรรคสีฟ้า-พรรคสีแดง” มีสะเทือน เพราะบุรีรัมย์โมเดลสัมผัสได้จริง และนับวันภาพลักษณ์ของนักการเมืองแบบเนวิน ก็ยิ่งจับจิตจับใจคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เชื่อลองย้อนดูข่าวการแข่งรถ-E Sport ที่เนวินออกมานำเสนอได้ ทุกคลิป-ทุกข่าว-ทุกบทสัมภาษณ์ ก้าวหน้าแบบนักการเมืองหลายคนตามไม่ทัน

ละครการเมืองฉากนี้ยังดำเนินต่อไป เป็นละครที่แนวรบในประเทศกระโดดขย้ำคนแดนไกลผ่านทุกหนทาง เช้าวันนี้ ไทยโพสต์เล่นข่าวหนึ่งชิ้น อันเป็นสัญญาณถึงการยุบพรรคในแบรนด์ทักษิณ [กกต.เชิญ ไทยโพสต์ ให้ข้อมูลข่าวทักษิณ ครอบงำพรรค]

แต่การเตรียมพร้อมรบของฝั่งประชาธิปไตยในวันนี้ มาไกลเกินสถานะ แมว 9 ชีวิตแล้ว เพราะเมื่อตัดสินใจยืนบนหลักการ นั่นหมายถึงว่าจะยืนระยะได้นาน!! 


วยาส
17Article
0Video
63Blog