ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (9 ธันวาคม 2568) ว่า เห็นในข่าวจากที่ต่างๆ ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะนำเกณฑ์การลดหย่อนภาษีใหม่เข้าที่ประชุม ครม. ก็อยากจะชี้ให้เห็นข้อมูลดังนี้ครับ
ปัจจุบัน ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีอยู่ที่ประมาณ 6% ของประชาชนทั้งหมด (ประมาณ 4 ล้านคน) ซึ่งประชากรกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีภาระทางภาษีสูง และการจัดเก็บภาษีตรงนี้ก็เป็นแหล่งงบประมานที่ถูกนำมาใช้กับสวัสดิการหลายๆ อย่างและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของรัฐ
การเปลี่ยนเกณฑ์การลดหย่อนภาษี โดยลดอัตราการลดหย่อนภาษีให้กับคนที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท จาก 1 เท่าเหลือ 0.7 เท่า และคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านจะลดหย่อนมากขึ้นจาก 1 เท่าเป็น 1.3 เท่า และก่อนหน้านี้ที่ รมว. คลังออกมาชี้แจงว่าโครงการคนละครึ่งจะไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง รัฐบาลกำลังจะส่งสัญญาณว่าอะไร?
ประชาชนที่ประสบความสำเร็จในการไต่เต้าอาชีพการงานและจ่ายภาษีตามระบบมาตลอด เมื่อคุณประสบความสำเร็จมาจนถึงจุดจุดหนึ่ง (ในกรณีนี้คือมีรายได้มากกว่า 125,000 บาทต่อเดือน) กลับถูกลงโทษด้วยการลดสิทธิในการลดหย่อนภาษีแบบที่รัฐบาลกำลังทำ ในขณะที่คนที่มีรายได้น้อยกว่านั้นกลับได้แรงจูงใจด้วยสิทธิในการลดหย่อนภาษีมากกว่า ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่าจะผิดหลัก positive reinforcement ของ behavioral theory ทำให้คนไม่มีกำลังใจทำงานหาเงินให้มากขึ้นหรือไม่
ผลกระทบกับตลาดทุนและตลาดประกันจะเป็นอย่างไร ถ้าคนที่มีรายได้สูง ซึ่งเป็นประชากรที่มีแนวโน้มว่าจะลงทุนในตลาดทุนมากกว่าคนที่รายได้น้อยกว่า จะถูกลดผลประโยชน์ที่จะได้ และจะทำให้ประชาชนจะเลือกที่จะแสดงรายได้น้อยลงหรือไม่เพื่อ maximize ผลประโยชน์ทางภาษีของตัวเอง
แนวคิดที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอไว้ คือการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาอยู่ในระบบและจัดทำการใช้ระบบภาษีให้ประชาชนอยากมีรายได้มากขึ้น หรือ Negative Income Tax โดยมอบสิทธิประโยชน์ให้ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีก่อน แล้วสร้างโอกาสให้คนมีรายได้มากขึ้นถึงระดับที่เสียภาษีช่วยร่วมพัฒนาประเทศต่อไป
Negative Income Tax เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ เพราะพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าการจ่ายสวัสดิการแบบให้เปล่า หรือ Negative Reinforcement แบบที่รัฐบาลนี้กำลังทำ
ปัจจุบันแรงงานไทยอยู่นอกระบบกว่า 50% มูลค่าของเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนกว่า 48% ของ GDP ถือว่ามากเป็นอันดับ 14 ของโลก นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่หายไปของไทย อีกทั้งการเติบโตของช่องทางการขาย e-commerce ก็ทำให้การเก็บภาษีเป็นไปได้ยากขึ้น การผลักดันนโยบายแบบที่รัฐบาลกำลังทำ จะยิ่งสร้างความไม่เชื่อใจในรัฐและการลงทุนมากไปกว่าเดิมหรือไม่ ถ้ารัฐสามารถออกแบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราน่าจะมีฐานภาษีที่กว้างขึ้น ลดการขาดดุลและน่าจะช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นภาษีด้านการใช้จ่ายอย่าง VAT ลงได้ในอนาคต
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจที่ผลกระทบจากอุทกภัย ปัญหาชายแดน และการเจรจาภาษีที่ยังไม่แน่นอน อยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาตรงนี้ให้รอบคอบด้วยครับ