'ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์' ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (24 ธันวาคม 2568) เวลา 11.50 น. หลัง เดินทางเข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการบริหาร เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการกำหนดทิศทางนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน ว่า
'เราอยากให้ไทยเปลี่ยนเป็นประเทศที่ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเข้ามาบริหาร ก็มองเห็นจุดหมายเดียวกัน และทุกคนเห็นเป้าหมายของประเทศร่วมกัน
เราพยายามขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังเพื่อให้เห็นว่าแม้วันนี้จะมีเรื่องปลีกย่อยที่ทำให้เกิดความแตกแยก แต่ทุกคนต้องมองให้ออกว่าใครคือผู้ที่หวังดีจริง ใครคือคนที่จะพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ในจุดนี้ พวกเราต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลัก
เราพยายามมองความได้เปรียบของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ตรงไหน เรื่อง Connectivity (การเชื่อมโยง) เป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ตลาดทางด้านซ้ายมือของเราคือกลุ่ม BIMSTEC โดยเฉพาะอินเดียซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ด้านบนคือจีนตอนใต้ และด้านล่างคืออินโดนีเซีย
แม้ประเทศไทยจะมีประชากรเพียง 60 ล้านคน แต่ลำพังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรวมกันถึง 600 ล้านคน หากขยับไปทางซ้าย (อินเดีย) ก็มีอีก 1,400 ล้านคน หรือขึ้นไปด้านบน (จีน) อีกกว่า 1,400 ล้านคน นับเป็นมูลค่ามหาศาล
ดังนั้น การทำให้เกิดสันติภาพในดินแดนนี้จึงสำคัญมาก เพราะเมื่อโรงงานหนึ่งมาตั้งฐานการผลิตในไทย Supply Chain ของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่เชื่อมโยงและดึงดูดทรัพยากรมาจากทั่วภูมิภาคครับ
ระหว่างหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วันนี้ผมเลยอยากจะย้ำใจความสำคัญอีกครั้ง
ขอบคุณท่านเกรียงไกร เธียรนุกุล ในฐานะประธานสภาอุตฯ และคณะ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี สภาอุตฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยมาพบเพื่อมารับฟังสิ่งที่อยากจะขับเคลื่อน และก่อนหน้านี้ ผมคือคนหนึ่งที่เคยช่วยงานภาคอุตสาหกรรมมาก่อนที่ผมจะขยับมาทำนโยบายที่พรรคครับ