ไม่พบผลการค้นหา
'ทูตรัศม์' ระบุวิกฤตตะวันออกกลางล่าสุด 'ไทย' ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่การผูกมิตร รักษาไมตรี กับมหาอำนาจเป็นสิ่งพึงกระทำ ผู้นำควรคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติระยาว มากกว่าเล่นตามกระแสการเมืองภายใน

รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ระบุผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ทูตนอกแถว The Alternative Ambassador Returns เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า

เราเห็นอะไรบ้างในวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด? หลายคนวิเคราะห์กันไปเยอะแล้ว

ผมขอนำเสนอแค่ข้อสังเกตบางมุม ที่อาจไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันนัก สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ แม้อิสราเอลจะเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางทหารสูง แต่ลำพังเพียงตนเองคงไม่สามารถดำเนินการขนาดนึ้ได้หากไม่มีสหรัฐฯ ร่วมช่วยด้วย ซึ่งสิ่งนี้ ในตัวมันเอง บ่งบอกว่าถึงโลกส่วนใหญ่จะไม่ชอบและต่อต้านอิสราเอลแค่ไหน ต่อให้อิสราเอลไม่มีมิตรประเทศอื่นเลยในโลก แต่การมีแค่อเมริกาเพียงประเทศเดียวก็เกินพอแล้ว และไม่ต้องแคร์ใครอีกในโลก

และทำให้ตอกย้ำเห็นถึงแสนยานุภาพของสหรัฐฯ อีกครั้ง ที่ยากจะมีใครกล้าต่อกรด้วย ซึ่ง ปธน. ทรัมป์ฯ ก็พูดถึงอิหร่านประมาณให้ดูไว้ว่านี่คือผลของผู้ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ

เลยมานึกถึงความสัมพันธ์ไทย - สหรัฐฯ ที่ไทยเรามีความสัมพันธ์อันดีแนบแน่นมาช้านาน แต่ดูเหมือนเร็วๆ นี้ค่อนข้างห่างเหินกันไปบ้าง

การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้ของโลก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อไทย ที่ต้องพึงทำนุบำรุงไว้ เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของเราเอง ทั้งทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

การไปพูดจาท้าทายผู้นำสหรัฐฯ ในหลายกรรมหลายวาระของคนในรัฐบาลนี้ ที่สร้างความสะใจและได้คะแนนจากกระแสชาตินิยมในประเทศ แต่ในระยะยาวอาจไม่ได้เป็นคุณต่อผลประโยชน์แห่งชาติที่แท้จริงของเรานัก

แน่นอนว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่การผูกมิตร รักษาไมตรี ไม่ไปท้าทายเขาโดยไม่จำเป็น กับมิตรประเทศมหาอำนาจเป็นสิ่งพึงกระทำ และเป็นสิ่งที่ผู้นำที่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติระยาวพึงตระหนัก มากกว่าแค่การเล่นตามกระแสการเมืองภายในไปวันๆ เท่านั้น

นี่จึงคือจุดบอกความแตกต่างของคนที่เป็นผู้นำว่าจะเลือกเช่นไร