ไม่พบผลการค้นหา
บันทึกชิ้นสุดท้ายที่มนุษยชาติฝากไว้ให้จักรวาล Earth's Black Box โปรเจกต์กล่องดำของโลก

หากวันหนึ่งอารยธรรมมนุษย์ล่มสลาย สิ่งที่หลงเหลืออยู่บนโลกอาจเป็นเพียงกล่องเหล็กยักษ์ใบใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางที่ราบร้างในออสเตรเลีย บรรจุคำตอบทั้งหมดว่ามนุษย์ทำอะไรและไม่ทำอะไร จนนำพาโลกมาถึงจุดนี้

นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง Earth's Black Box โครงการที่อาจเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่มนุษยชาติฝากไว้ให้จักรวาล

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแทสมาเนีย บริษัทสื่อสาร Clemenger BBDO และกลุ่มศิลปิน Glue Society ประกาศตัวสู่สาธารณะครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ช่วงเดียวกับการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ และการบันทึกข้อมูลก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ทุกครั้งที่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่นักสืบสวนตามหาคือ ‘กล่องดำ’ อุปกรณ์บันทึกการบินที่ออกแบบมาให้รอดจากแรงกระแทกและไฟไหม้ เสมือนจดหมายเหตุบันทึกเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของเที่ยวบินนั้นๆ  

Earth's Black Box ยืมแนวคิดนี้มาขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่บันทึกเที่ยวบินหนึ่ง แต่บันทึกทั้งอารยธรรมมนุษย์

โครงสร้างกล่องดำโลกของจริงมีขนาดเทียบเท่ารถบัสสองคัน ยาวราว 10 เมตร กว้าง 4 เมตร สูง 3 เมตร ทำจากเหล็กเสริมความแข็งแกร่งพิเศษหนากว่า 7.5 เซนติเมตร ทนทั้งน้ำและไฟ ภายในบรรจุไดรฟ์จัดเก็บข้อมูลขนาดมหึมา เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์

สถานที่ก่อสร้างอยู่บนที่ราบหินแกรนิตในฝั่งตะวันตกของแทสมาเนีย บริเวณระหว่างเมือง ควีนส์ทาวน์และสตรอว์น ห่างไกลจากความวุ่นวายของโลก และถูกพิจารณาแล้วว่ามีความมั่นคงสูงทั้งทางธรณีวิทยาและภูมิรัฐศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นหนึ่งในจุดที่ปลอดภัยที่สุดบนโลก

สิ่งที่ Earth's Black Box บันทึกนั้นครอบคลุมหลายอย่างชนิดที่ว่าน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งข้อมูลวิทยาศาสตร์ทั่วไป อย่างอุณหภูมิบนบกและในมหาสมุทร ระดับกรดของมหาสมุทร ปริมาณออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ การสูญพันธุ์ของสัตว์ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ไปจนถึงข้อมูลที่บอกเล่าบทบาทของมนุษย์ อย่าง  จำนวนประชากร การใช้พลังงาน งบประมาณการทหาร และนโยบายของรัฐบาล

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ กล่องดำใบนี้ยังเก็บ ‘เรื่องเล่า’ ของโลกจากพาดหัวข่าวจากสื่อทุกสำนักทั่วโลก โพสต์โซเชียลมีเดีย และการอภิปรายในเวทีระหว่างประเทศอย่าง COP ทุกสรรพสิ่งที่สะท้อนว่ามนุษย์รู้อะไร ตัดสินใจอะไร และเลือกที่จะมองข้ามอะไร ล้วนถูกจัดเก็บไว้ที่นั่น โดยปัจจุบันระบบมีความจุพอรองรับข้อมูลได้อีก 30-50 ปี

หลายคนอาจมองว่านี่คือโครงการ ‘วันสิ้นโลก’ ที่น่าหดหู่ แต่ทีมผู้สร้างมองต่างออกไป พวกเขามองวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเป็นการป้องกันหายนะ มากกว่าการเตรียมรับมือกับหายนะ

เว็บไซต์โครงการระบุข้อความไว้อย่างกินใจว่า "How the story ends is completely up to us" เรื่องราวนี้จะจบอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหมด

หากวันหนึ่งกล่องนี้ถูกเปิด สิ่งที่บันทึกไว้ข้างในจะเป็นเรื่องราวของความล้มเหลว หรือเรื่องราวของสปีชีส์หนึ่งที่เลือกเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทันเวลา คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่มวลมนุษยชาติตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำจากวันนี้เป็นต้นไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.earthsblackbox.com/

https://www.washingtonpost.com/world/2021/12/10/climate-box-australia/

https://edition.cnn.com/2021/12/07/world/earth-black-box-climate-change/index.html