ไม่พบผลการค้นหา
บก.เว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด ยืนยันทำหน้าที่สื่อต่อไป หลังถูกชายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ขับรถตระเวนบริเวณสำนักงาน พร้อมบันทึกภาพ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการภาคภาษาไทย เว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด ให้ข้อมูลว่า วันที่ 10 มีนาคม 2564 ช่วงบ่ายสามโมง มีชายแต่งกายคล้ายนอกเครื่องแบบ 2 คน ขับรถตระเวนย่านหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อตามหาสำนักงานของสำนักข่าวอีสานเรคคอร์ดอยู่ 3-4 รอบ

โดยอีสานเรคคอร์ดทราบข้อมูลจากร้านค้าฝั่งตรงข้ามสำนักงานว่า มีรถยนต์ของตำรวจวิ่งวนสำนักงานอีสานเรคคอร์ดอยู่ 3 รอบ และจอดรถแถวร้านค้า พนักงานจึงถามว่ามาหาใคร ชายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบชี้มือไปที่ฝั่งตรงข้ามแล้วถามว่า นี่ออฟฟิศเดอะอีสานเรคคอร์ดหรือไม่ พนักงานที่ร้านค้าบอกเพียงว่า "ใช่ๆ รู้แค่ว่าทำสื่อแต่จำไม่ได้ว่าชื่อสำนักข่าวอะไร" จากนั้นชายทั้งสองคนก็กลับไปโดยไม่ได้ฝากข้อความอะไรไว้ ส่วนการมาครั้งที่ 4 ในวันเดียวกันนั้น นักศึกษาฝึกงานของเดอะอีสานเรคคอร์ดสังเกตเห็น และเห็นว่ามีการถ่ายภาพด้านหน้าสำนักงานเดอะอีสานเรคคอร์ดไปด้วย


ยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจ

หทัยรัตน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำนักงานเดอะอีสานเรคคอร์ดติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ 4 จุด แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงจะย้ายของไปที่อื่น ทำให้เริ่มเปลี่ยนระบบความปลอดภัย ในส่วนของการบันทึกกล้องวงจรปิดจึงยังไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ไม่สามารถบันทึกภาพชายที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไว้ได้

ทั้งนี้ เดอะอีสานเรคคอร์ดยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจนที่ชายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาสืบหาที่ตั้งสำนักงาน แต่คาดว่าน่าจะมาจากการที่นักศึกษาฝึกงานเดอะอีสานเรคคอร์ดรายงานข่าวกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกเอาผ้าถุงไปคลุมอนุสาวรีย์สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2564

รายงานข่าวชิ้นดังกล่าวโพสต์ในช่วงเช้าวันที่ 9 มีนาคม 2564 จากนั้นวันเดียวกันสำนักข่าวผู้จัดการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ เพจ MGR อีสานบ้านเฮา ได้โพสต์ถึงรายงานข่าวชิ้นดังกล่าวของเดอะอีสานเรคคอร์ด แต่ได้โพสต์ภาพอื่นที่ไม่ใช่ภาพของเดอะอีสานเรคคอร์ด ซึ่งจะต้องมีโลโกด้วย ภาพดังกล่าวถูกตีความไปในทางเสียหาย เดอะอีสานเรคคอร์ดจึงส่งข้อความไปหลังไมค์เพื่อให้แก้ไขลบภาพ แต่แล้วก็มีการถกกัน ท้ายสุดสำนักข่าวผู้จัดการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงลบรูปนั้นออกไป โดยที่ไม่ทราบสาเหตุว่าใส่ภาพนั้นตั้งแต่แรกเพราะอะไร


เผยนักศึกษาถูกตำหนิรายงานข่าวม็อบ

จากนั้นนักศึกษาฝึกงานคนที่รายงานข่าวดังกล่าว แจ้งกับเดอะอีสานเรคคอร์ดว่า คณะโทรมาบอกว่า อาจารย์ไม่พอใจกับรายงานข่าวชิ้นดังกล่าวที่สำนักข่าวผู้จัดการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนืออ้างชื่อคณะ ทั้งที่เดอะอีสานเรคคอร์ดไม่ได้ใส่ชื่อคณะที่นักศึกษาฝึกงานเรียน คาดว่าสำนักข่าวผู้จัดการฯ ไปสืบค้นว่า นักศึกษาฝึกงานที่รายงานข่าวเป็นใคร เรียนคณะอะไร

หทัยรัตน์เล่าเพิ่มเติมว่า อาจารย์คนดังกล่าวได้ขู่นักศึกษาฝึกงานว่าจะฟ้อง ฐานทำให้คณะเสื่อมเสีย เพราะสำนักข่าวผู้จัดการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขียนราวกับว่านักศึกษาผู้นั้น เอาผ้าคลุมไปคลุมหัวสฤษดิ์เอง“ตอนหลังจึงส่งข้อความไปว่าขอให้เอาชื่อคณะของนักศึกษาฝึกงานออกได้หรือไม่ ไม่งั้นทางคณะเขาจะฟ้อง” ก่อนเรื่องดังกล่าวจะจบลงด้วยดี


ย้อนปมถูกคุกคาม

บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ดกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ที่มีการไลฟ์สดสัมภาษณ์ทนายอานนท์ นำภา เรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีทั้ง กอ.รมน.จ.ขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ แวะมาร้านกาแฟละแวกสำนักงาน โดยได้รับข้อมูลจากคนที่ร้านกาแฟว่า เจ้าหน้าที่มาถามหาเดอะอีสานเรคคอร์ด ไม่ได้เข้ามาหาถึงสำนักงานเช่นกัน แต่ครั้งนั้นมารอบเดียว ไม่เหมือนครั้งนี้ที่มาหลายรอบ

เมื่อถามว่าการมาเยือนของชายสองคน ซึ่งยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นตำรวจ หรือทหาร หรือมาจากสังกัดอะไร เกี่ยวข้องกับการที่เดอะอีสานเรคคอร์ดจัดเวิร์กชอปเกี่ยวกับการเมืองในอีสาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาหรือไม่ หทัยรัตน์ตอบว่า งานเวิร์กชอปที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นนั้น ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ระหว่างช่วงนั้นก็เห็นตำรวจตามมาที่โรงแรม เพราะมีนักกิจกรรมทางการเมืองเข้าร่วมหลายคน ก็เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่คงจับตาเดอะอีสานเรคคอร์ดอยู่แล้ว

"ไม่ได้กังวล ไม่ได้แคร์ เพราะไม่ได้เอาเงินจากรัฐบาลมาทำงาน และไม่ได้ทำอะไรผิด ขณะนี้ทุกคนที่สำนักงานก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว หรือบั่นทอนกำลังใจ หากเขาเข้ามาแล้วเดินมาบอกเราตรงๆ ทำตามขั้นตอน ว่าเราทำอะไรผิดหรือมีหมายก็แจ้งมา เราก็จะตั้งทนายสู้แบบนี้จะดีกว่า ไม่ใช่มาแบบนี้มันทำให้เกิดความรำคาญมากกว่า" หทัยรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นสำนักข่าวที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งนำเสนอข่าวด้านประเด็นสังคม การเมืองและเพื่อเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับประเทศไทยและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “ภาคอีสาน” มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น