วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านผิดปกติของบุคคลต่างด้าวที่ถือ "บัตรประจำตัวสีชมพู" ว่า โดยขบวนการดังกล่าวอาศัยช่องโหว่ในการสวมสิทธิทะเบียนบ้านของคนต่างด้าวเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำบัตรประจำตัวโดยมิชอบ เช่น การนำสิทธิของเด็กต่างชาติที่เกิดในไทยแต่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว มาสวมสิทธิย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านแทนโดยใช้ใบสูติบัตรที่ยังอยู่ในไทย การย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านทั่วไป รวมถึงขบวนการในลักษณะ "ลูกทิพย์-พ่อทิพย์"
ความผิดปกติดังกล่าวเริ่มตรวจพบชัดเจนในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งพบบ้านหลังหนึ่งพื้นที่เพียงประมาณ 40 ตารางเมตร แต่กลับมีชื่อผู้อยู่อาศัยในทะเบียนบ้านหนาแน่นถึง 40–45 คน และจากการตรวจสอบเขตดินแดงในปี 2567 พบตัวเลขการย้ายเข้าที่ผิดปกติสูงกว่า 2,000 ราย เบื้องต้น กทม. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว และให้ทุกสำนักงานเขตเร่งตรวจสอบกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยกำหนดให้รายงานผลเบื้องต้นภายในวันศุกร์นี้ (21 ส.ค. 69)
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลในทุกสำนักงานเขตย้อนหลัง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา) พร้อมประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนเชิงลึกเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระหว่างกลุ่มนายหน้าและเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก กทม. มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่สามารถเรียกตรวจเส้นทางการเงินหรือเรียกสอบบุคคลภายนอกได้ ทั้งนี้ หากการสอบสวนย้อนหลังพบความเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว กทม. จะดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ
นอกจากนี้ กทม. ได้เตรียมทบทวนมาตรการป้องกันและปิดช่องโหว่แก้ไขปัญหาการผูกขาดอำนาจ โดยไม่ให้อำนาจการอนุมัติขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว พร้อมมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และกำหนดให้มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อลดความเสี่ยงการทุจริต ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่าจะต้องพิจารณาเพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปด้วย เพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รอบคอบและโปร่งใสยิ่งขึ้น
สำหรับกรณีตัวเลขกลุ่มสงสัยประมาณ 3,000 รายนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวเลขจำนวนรายดังกล่าว เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวอาจกระจายอยู่ตามบ้านหลายหลัง โดย กทม. จะใช้เกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นจากบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป และเตรียมปรับลดเกณฑ์ตัวเลขลงมาเพื่อสุ่มตรวจบ้านแต่ละหลังอย่างครอบคลุมและรอบคอบที่สุดต่อไป
ที่มา : กรุงเทพมหานคร