ไม่พบผลการค้นหา
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2026 เกลน ฮันซาร์ด นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริชวัย 56 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่ย่าน Strawberry Beds เมืองดับลิน ในช่วงเวลาราวตีสี่ครึ่ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาเพิ่งไปร่วมวงเล่นดนตรีกับกลุ่มนักดนตรีที่รู้จักกันในชื่อ Trad 15 ที่ผับ Wren's Nest ซึ่งเขาแวะเวียนไปเป็นประจำทุกคืนวันอังคาร

ข่าวการจากไปของเขาสร้างแรงสะเทือนไปทั่ววงการดนตรีโลก ตั้งแต่ประธานาธิบดีไอร์แลนด์ แคเธอรีน คอนโนลลี ที่กล่าวว่าเขาคือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการดนตรีไอริช ไปจนถึงบรูซ สปริงส์ทีน ที่โพสต์รำลึกถึงเพื่อนนักดนตรีผู้เป็นทั้ง “คนดีและใจกว้าง” เสมอมา

เมื่อถนนที่เขาเคยร้องเพลงกลายเป็นเวทีอำลา

เพียงหนึ่งวันหลังข่าวการเสียชีวิตแพร่ออกไป ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม ฝูงชนจำนวนมากได้มารวมตัวกันที่ใจกลางกรุงดับลิน บริเวณรูปปั้นลุค เคลลี นักร้องพื้นบ้านชื่อดัง ใกล้ถนนแกรฟตัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงละคร Gaiety Theatre สถานที่ที่ฮันซาร์ดใช้จัดงานบัสก์การกุศลวันคริสต์มาสอีฟเป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันร้องเพลงที่เขาเคยเล่นข้างถนน โดยเฉพาะ Falling Slowly เพลงรางวัลออสการ์ที่เขาแต่งร่วมกับมาร์เกตา อีร์กลอวาสำหรับภาพยนตร์ Once นอกจากนี้ยังมีเพลง The Auld Triangle ที่ดังกึกก้องไปทั่วฝูงชน

งานรำลึกครั้งนี้จัดขึ้นโดยเจมี แฮร์ริงตัน ชาวบัลลีมันเช่นเดียวกับฮันซาร์ด ผู้รู้จักเขามานานถึง 15 ปี เขากล่าวกับฝูงชนว่าทุกคนมีประสบการณ์กับฮันซาร์ดและเพลงของเขาแตกต่างกันไป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีคนมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ นักดนตรีบางคนที่มาร่วมเล่นในวันนั้นถือกีตาร์ที่ฮันซาร์ดเคยมอบให้เมื่อครั้งที่พวกเขาไม่มีกีตาร์เป็นของตัวเอง

ดีน สเคอร์รี ศิลปินที่เคยยืนเคียงข้างฮันซาร์ดในการประท้วงเพื่อคนไร้บ้านที่ Apollo House เมื่อปี 2016 บอกว่างานรำลึกครั้งนี้สะท้อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ดนตรี เขากล่าวว่าฮันซาร์ดคือคนทำดนตรีและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่คนยากไร้ไปจนถึงประธานาธิบดี และนั่นคือรูปแบบหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางสังคม

ในวันเดียวกันนั้น สมุดแสดงความอาลัยยังถูกเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามทั้งที่ดับลินและคอร์ก หลายคนที่ไปร่วมลงนามที่ Mansion House ถึงกับร้องไห้และบอกว่าไม่มีคำพูดใดจะบรรยายความรู้สึกได้ แกรี แครอลล์ นักเล่นแบนโจห้าสายจากมาลาไฮด์ กล่าวว่าฮันซาร์ดไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง เขาสามารถกลมกลืนไปกับผู้คนได้ และมักจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากคนรอบข้าง หากเห็นใครติดขัดกับเพลงที่ร้อง เขาก็จะช่วยร้องนำไปด้วยกัน

ภาพของฝูงชนจำนวนมหาศาลที่มายืนร้องเพลง Falling Slowly พร้อมกันกลางถนนดับลิน เป็นภาพที่สื่อทั่วโลกนำไปเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง เพราะมันตอกย้ำให้เห็นวงจรชีวิตที่ครบวงจรของฮันซาร์ด นั่นคือ เขาเริ่มต้นเส้นทางดนตรีด้วยการร้องเพลงข้างถนนเพื่อหาเลี้ยงชีพ และเมื่อเขาจากไป ผู้คนก็เลือกที่จะกลับมายังถนนเส้นเดิม เพื่อร้องเพลงของเขาส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย

งานศพที่กลายเป็นคอนเสิร์ตแห่งความอาลัย

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของฮันซาร์ดพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่เขาสร้างไว้ แต่คือวิธีที่ผู้คนเลือกจะบอกลาเขา งานศพของเขาจัดขึ้นที่มหาวิหารเซนต์แพทริก กรุงดับลิน และกลายเป็นเหมือนคอนเสิร์ตรำลึกที่เต็มไปด้วยดนตรีตั้งแต่ต้นจนจบ

พิธีเปิดด้วยเพลงพื้นบ้านไอริชอย่าง Críost Liom และ Port na bPúcaí ก่อนจะมีการแสดงจากศิลปินมากมาย ทั้งแกรี น้องชายของฮันซาร์ด, กวี Breanndán Ó Beaglaoich, เดเมียน เดมป์ซีย์ และลิซา โอนีล ผู้ที่เคยยืนร้องเพลงเคียงข้างฮันซาร์ดในงานศพของเชน แม็กโกวานเมื่อไม่ถึงสามปีก่อน วนกลับมาทำหน้าที่เดียวกันในงานศพของฮันซาร์ดเองด้วยเพลง Old Note

โบโนแห่งวง U2 ขึ้นพูดและแสดงเวอร์ชันพูดโคลงกลอนของเพลง Beautiful Day พร้อมเปิดข้อความเสียงที่แพตตี สมิธ ฝากไว้ให้ครอบครัวฮันซาร์ดในวันที่เขาเสียชีวิต เอ็ดดี เวดเดอร์ จากวง Pearl Jam ร่วมร้องเพลง The Song of Good Hope ของฮันซาร์ดคู่กับมาร์เกตา อีร์กลอวา คู่หูดนตรีและคู่รักบนจอของเขาจากเรื่อง Once ก่อนที่พิธีจะปิดท้ายด้วยการร้องเพลง Forever Young ของบ็อบ ดีแลนพร้อมกันทั้งโบสถ์ นำโดยเลียม โอ มานลาย, เวดเดอร์ และโบโน ขณะที่โลงศพเคลื่อนออกจากโบสถ์

ผู้ร่วมไว้อาลัยยังรวมถึงโฮเซียร์, อิเมลดา เมย์, สตีฟ คูแกน, คริส โอดาวด์, เดอะ เอดจ์ และเจค คลีเมนส์แห่งวง E Street Band ขณะที่คนนับร้อยรวมตัวกันด้านนอกมหาวิหารเพื่อชมพิธีผ่านจอขนาดใหญ่ที่ติดตั้งไว้ ณ สวนสาธารณะหน้าโบสถ์ นอกจากนี้ยังมีงานรำลึกสาธารณะ ในเมืองที่แฟนเพลงทั่วไปเข้าร่วมได้ โดยครอบครัวขอให้บริจาคเงินให้มูลนิธิ Dublin Simon Community แทนการส่งดอกไม้ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ฮันซาร์ดสนับสนุนมายาวนานผ่านงานการกุศลวันคริสต์มาสอีฟ ที่เขาริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2010

ภาพที่ผู้คนร้องเพลงให้เขาแทนคำพูดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนตัวตนของฮันซาร์ดเองอย่างตรงไปตรงมา เขาเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีด้วยการออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี เพื่อไปเล่นดนตรีข้างถนนย่านแกรฟตันสตรีท กรุงดับลิน วันแรกที่เขาเล่นดนตรี เขาได้เงินเพียง 20 เพนนี พอซื้อชาได้หนึ่งแก้ว แต่นั่นคือความภาคภูมิใจแรกในชีวิตนักดนตรีของเขา การเป็นนักร้องข้างถนนหล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอีโก้ และเชื่อในพลังของดนตรีที่เชื่อมโยงคนแปลกหน้าเข้าไว้ด้วยกัน เขาเคยอธิบายว่าการเป็นนักดนตรีข้างถนนเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางพลังงานที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใกล้ ไม่ใช่เพราะชอบเพลงเสมอไป แต่เพราะมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนอยากยืนอยู่ใกล้ๆ

โบโนเองก็พูดถึงเสน่ห์ข้อนี้ในงานศพว่า ทุกคนที่เคยพบฮันซาร์ด ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนทั่วไป ต่างจดจำวันที่ได้พบเขาในฐานะเพื่อนสนิท

Once หนังเล็กๆ ที่กลายเป็นตำนาน

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตฮันซาร์ดคือหนังเรื่อง Once ปี 2007 ผลงานทุนสร้างต่ำของจอห์น คาร์นีย์ อดีตเพื่อนร่วมวง The Frames ที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ เดิมทีบทนำถูกวางตัวให้คิลเลียน เมอร์ฟีย์ แต่เมื่อเขาถอนตัวกะทันหัน ฮันซาร์ดซึ่งเป็นคนแต่งเพลงส่วนใหญ่ในหนังอยู่แล้ว และเป็นคนแนะนำอีร์กลอวาให้มารับบทนำหญิง จึงถูกชักชวนให้มารับบทนำเอง

หนังเล่าเรื่องนักดนตรีข้างถนนไร้ชื่อในดับลินที่ตกหลุมรักคนขายดอกไม้สาวชาวเช็ก ด้วยงบประมาณจำกัดจนแทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่กลับกลายเป็นหนังทำเงินระดับนานาชาติ ต่อยอดไปสู่เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ติดชาร์ต ละครเพลงบรอดเวย์ที่คว้ารางวัลโทนี และภาพยนตร์สารคดีภาคต่ออีกเรื่อง

เพลง Falling Slowly ที่ฮันซาร์ดแต่งร่วมกับอีร์กลอวา คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2008 ทำให้อีร์กลอวาในวัย 19 ปีกลายเป็นผู้ชนะออสการ์ที่อายุน้อยที่สุดในสาขาดนตรีในขณะนั้น

เหตุผลที่ Once และเพลงของฮันซาร์ดยังคงฝังอยู่ในใจผู้คนจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่อลังการ แต่เพราะความจริงใจที่ปราศจากการปรุงแต่ง เรื่องราวความรักที่ไม่ได้จบแบบสวยหรู เสียงร้องที่ดิบและเปี่ยมด้วยความเจ็บปวดจริง สะท้อนชีวิตของฮันซาร์ดเองที่นำเอาประสบการณ์การเป็นนักดนตรีข้างถนนมาถ่ายทอดลงในบทเพลงและการแสดง นักวิจารณ์หลายคนบรรยายว่าหนังเรื่องนี้คือหนึ่งในหนังเกี่ยวกับดนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะไม่ได้พยายามสร้างภาพนักดนตรีในอุดมคติ แต่แสดงให้เห็นความเปราะบางของการเป็นศิลปินอย่างตรงไปตรงมา

ฮันซาร์ดเองเคยกล่าวถึงปรัชญาการแต่งเพลงของเขาไว้ว่า บทเพลงคือโอกาสที่จะเปราะบางในแบบที่ต่างจากบทสนทนาทั่วไป เป็นการเปิดเผยตัวเองอย่างเสี่ยงภัย ปรัชญานี้เองที่ทำให้เพลงอย่าง Falling Slowly ไม่ใช่แค่เพลงรักธรรมดา แต่เป็นบทเพลงที่พูดถึงการเยียวยาตัวเองจากความเจ็บปวด ท่อนหนึ่งของเพลงที่มักถูกพูดถึงคือการให้กำลังใจคนที่ผ่านความทุกข์และทำสงครามกับตัวเองมานาน ว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรจะชนะ

น้องชายของฮันซาร์ดกล่าวไว้ในพิธีศพว่า พี่ชายของเขาเคยบอกไว้ว่าเมื่อเราสูญเสียใครไป เราไม่ได้สูญเสียเขาไปจริงๆ แต่เรากลับได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของเขาไว้เป็นมรดกแทน ถ้อยคำนี้สรุปได้ดีว่าทำไมงานศพของฮันซาร์ดจึงเต็มไปด้วยเสียงเพลง เพราะดนตรีคือภาษาที่เขาใช้สื่อสารกับโลกมาตลอดชีวิต และเป็นภาษาเดียวกันที่ผู้คนเลือกใช้บอกลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย

จากนักดนตรีข้างถนนที่หาเงินได้วันละ 20 เพนนี สู่เจ้าของรางวัลออสการ์ที่มีเพลงถูกร้องโดยคนทั้งมหาวิหาร เรื่องราวของเกลน ฮันซาร์ดคือเครื่องพิสูจน์ว่าความจริงใจในงานศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้อย่างลึกซึ้ง แม้กระทั่งในวันที่เขาผู้เป็นเจ้าของผลงานจากไป


อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.irishtimes.com/culture/music/2026/07/29/glen-hansard-dies-in-dublin-motorbike-crash/

https://www.irishcentral.com/culture/entertainment/dublins-buskers-glen-hansard

https://www.rollingstone.com/music/music-news/bono-eddie-vedder-perform-glen-hansard-funeral-1235603303/