เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน และหลังจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะพุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ต่างระบุว่าการขยับตัวของราคาน้ำมันในครั้งนี้เร็วกว่าวิกฤตพลังงานทุกครั้งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์โลก บ้างก็ว่าแย่กว่าวิกฤตน้ำมันปี 1970s และวิกฤตพลังงานปี 2022 รวมกัน คำถามคือทำไมวิกฤตครั้งนี้จึงรุนแรงนัก
ย้อนกลับไปยังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ในครั้งนั้นรัสเซียขายน้ำมันในตลาดโลกผ่านคนกลาง ขณะที่วิกฤตปี 2026 สงครามทำให้เกิดการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของการลำเลียงน้ำมันโลก เป็นสาเหตุให้ผู้ผลิตน้ำมันในบริเวณอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ โดยตลอดทั้งเดือนมีนาคมปริมาณเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างรุนแรง จากร้อยกว่าลำต่อวันลดลงเหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวัน
ฟาติห์ บีโรล หัวหน้าสำนักพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างน้อย 40 แห่งใน 9 ประเทศทั่วตะวันออกกลางถูกทำลายอย่างหนัก และย้ำว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือกุญแจสำคัญที่สุดในการคลี่คลายวิกฤตพลังงานโลกในครั้งนี้
และในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเลือกอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อลดแรงกระแทกโดยตรงต่อประชาชน รัฐบาลไทยกลับเลือกปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ประเทศฝั่งเอเชีย นับเป็นแนวหน้าของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ รัฐบาลทั่วเอเชียกำลังรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เกาหลีใต้ตั้งคณะทำงานเศรษฐกิจฉุกเฉิน ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบตรึงราคาน้ำมันเบนซินไม่ให้เกิน 170 เยนต่อลิตร เพื่อกดราคาน้ำมันไม่ให้กระทบประชาชนโดยตรง พร้อมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั้งของรัฐและเอกชน
ออสเตรเลีย ในรัฐวิกตอเรียและเมลเบิร์นประกาศให้บริการขนส่งสาธารณะฟรีตลอดเดือนเมษายน ส่วนรัฐแทสมาเนียให้ประชาชนใช้รถบัสและเรือเฟอร์รี่ฟรีจนถึง 1 กรกฎาคม แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า สำรองน้ำมันระยะสั้นของออสเตรเลียยังปลอดภัยอยู่ แต่ยิ่งสงครามยืดเยื้อเท่าไหร่ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
นิวซีแลนด์ ประกาศใช้ระบบแจ้งเตือนภาวะน้ำมัน 4 ระดับ และปล่อยน้ำมันสำรอง 6 วันออกมาตามคำสั่ง IEA
ทางฝั่งยุโรป นับตั้งแต่สงครามเริ่มราคาน้ำมันในยุโรปพุ่งขึ้นกว่า 34 เปอร์เซ็นต์ในสเปน ราคาน้ำมันตามปั๊มในเยอรมนีทะลุ 2 ยูโรต่อลิตร ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์
สเปน อนุมัติแผน 5 พันล้านยูโร ลดภาษีพลังงานจาก 21 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ และอุดหนุนราคาไฟฟ้า ทำให้ไฟฟ้าถูกลง 13 เปอร์เซ็นต์ ส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลถูกลงราว 30 เซนต์ต่อลิตร เนื่องจากสเปนเริ่มต้นจากฐานที่ดีกว่า เพราะกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานสเปนมาจากหมุนเวียน ราคาไฟฟ้าของสเปนจึงอยู่ที่ 37–57 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่เยอรมนีต้องจ่าย 113 ยูโร และอิตาลี 141 ยูโร
เยอรมนี ถึงแม้ปัจจุบันไฟฟ้ากว่า 63 เปอร์เซ็นต์ของประเทศจะมาจากพลังงานหมุนเวียน แต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังไม่สมบูรณ์นัก ทำให้ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG จากอเมริกาถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุว่าทำไมเยอรมนีจึงเงียบขณะที่ทรัมป์กล่าวหาและขู่สเปนต่อหน้าสื่อโลก
ทั้งนี้คาดการณ์กันว่าหากช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิดภายใน 1-3 สัปดาห์ข้างหน้า มาตรการฉุกเฉินที่แต่ละประเทศใช้อยู่จะค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ และเมื่อถึงตอนนั้น รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกอาจแทบไม่มีเครื่องมือเหลือที่จะกันไม่ให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นได้อีกต่อไป
ด้าน IEA ได้เผยแพร่คำแนะนำสำหรับประเทศต่างๆ ในการลดผลกระทบจากวิกฤต รวมถึงการทำงานจากบ้าน การใช้ขนส่งสาธารณะ และการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
สงครามครั้งนี้จึงพิสูจน์สิ่งที่นักวิเคราะห์ด้านพลังงานพูดกันมาหลายสิบปีว่า ประเทศที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ล่วงหน้าจะเจ็บปวดน้อยกว่า
และในวันที่เส้นทางน้ำมันโลกถูกปิด พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่อาจเป็นความมั่นคงเดียวที่เหลืออยู่ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
อ้างอิงข้อมูลจาก