ไม่พบผลการค้นหา
เมื่อโลกลุกเป็นไฟ... 'ไทย' น่าอยู่แค่ไหน? 'พงศ์ศรัณย์' ชี้ 'ไทย' มีต้นทุนเหลือเฟือ ทั้งที่ตั้งที่ปลอดภัย ค่าครองชีพที่ดึงดูด และระบบสาธารณสุขระดับโลก ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

จั๋ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เผยมุมมองผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (16 มีนาคม 2569) ว่า เมื่อโลกลุกเป็นไฟ... "ไทย" น่าอยู่แค่ไหน?

<ตอนที่ 1: ไทยอยู่จุดไหนในสายตาโลก>

ขีปนาวุธข้ามน่านฟ้า โดรนถล่มท่าเรือ สนามบินดูไบโดนโจมตี ตึก Burj Al Arab ไฟลุก Data Center ของ Amazon ในดูไบถูกโดรนยิงจนต้องปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์

ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน อิหร่านยิงตอบโต้ไม่ใช้แค่ใส่อิสราเอล แต่ยิงทั่วตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย ดูไบ กาตาร์ คูเวต โอมาน ประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เคยเป็น "Safe Haven ของเศรษฐี" กลายเป็นสนามรบข้ามคืน ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs, Citi และ Standard Chartered สั่งพนักงานในดูไบทำงานจากบ้านและเริ่มมีการอพยพคน

ผมติดตามข่าวนี้แล้วนึกถึงสิ่งหนึ่ง...

เกือบ 2 ปีก่อน อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเวที MIPIM 2024 ที่เมืองคานส์ ต่อหน้านักลงทุนจาก 90 ประเทศ ภายใต้ธีม "Thailand Unveiled: Harmonizing Livability for Life" เพื่อบอกโลกว่าไทยไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็นที่ "น่าอยู่" สำหรับการทำงานและลงทุน

วันนั้นหลายคนอาจฟังแล้วผ่านหู แต่วันนี้ เมื่อ Safe Haven เดิมของโลกกำลังเผชิญขีปนาวุธ คำถามที่ว่า "ไทยน่าอยู่จริงไหม?" กลับมีน้ำหนักกว่าที่เคย

ส่อง "แต้มต่อ" ของไทยผ่านสายตาโลก

1. ระบบสาธารณสุข

Numbeo Quality of Life Index 2026 ให้คะแนน Healthcare ไทยอยู่ใน Top 10 ของประเทศที่ทำการวัดผล ซึ่งสูงกว่าเดนมาร์ก สเปน และฝรั่งเศส ในขณะที่มีราคาที่จับต้องได้มากกว่า

2. ค่าครองชีพ

เชียงใหม่อยู่ได้สบายในงบต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนกรุงเทพฯ ราว 1,500–2,500 ดอลลาร์ สามารถได้คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คุณภาพชีวิตระดับนี้ในนิวยอร์กหรือสิงคโปร์ต้องจ่ายแพงกว่าหลายเท่าตัว

3. ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ไทยไม่มีความขัดแย้งกับมหาอำนาจ ไม่มีฐานทัพต่างชาติ และมีนโยบายเน้นความเป็นกลางมาตลอด ในโลกที่กำลังบีบให้เลือกข้าง ความ "ไม่เลือกข้าง" อาจกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด

4. Soft Power

อาหาร วัฒนธรรม และวิถี "เมืองยิ้ม" ที่ทำให้คนต่างชาติรู้สึกเหมือนอยู่บ้านได้เร็ว เป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากจากประเทศอื่น

อะไรที่ทำให้เรายัง "ไม่สุด"?

- PM2.5 คือตัวไล่แขก: Pollution Index 73.8 สูงจนน่าตกใจ ลองนึกภาพ Jensen Huang จาก Nvidia กำลังเปรียบเทียบสิงคโปร์ ลิสบอน และกรุงเทพฯ ทุกอย่างดูสูสี จนกระทั่งเห็นว่าต้องใส่หน้ากาก N95 นานถึง 3 เดือนต่อปี แค่นั้นก็เพียงพอให้ตัดสินใจข้ามเราไปได้เลย

- เสถียรภาพการเมือง: Global Peace Index 2025 จัดไทยอันดับ 86 ตามหลังมาเลเซีย (อันดับ 13) และเวียดนาม (อันดับ 38) ไกลมาก นักลงทุนไม่ได้กลัวประเทศที่แดดร้อน แต่เขากลัวประเทศที่คาดเดาไม่ได้ ไม่มีใครเอาเงินพันล้านมาลงทุนถ้ากฎเกณฑ์เปลี่ยนทุกรอบที่เปลี่ยนรัฐบาล ความต่อเนื่องของนโยบายคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยซ้ำ

- พลังงานสะอาด: Climate Change Performance Index จัดไทยอันดับ 32 ซึ่งมีคะแนน "ต่ำ" ด้านพลังงานหมุนเวียน เพราะยังพึ่งพา Fossil Fuels เป็นหลัก ซึ่งในตอนต่อไป ผมจะเล่าว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับโอกาสหลายพันล้านดอลลาร์ที่กำลังมาถึงหน้าบ้านเราอย่างไร


บทสรุป

ไทยมีต้นทุนเหลือเฟือ ทั้งที่ตั้งที่ปลอดภัย ค่าครองชีพที่ดึงดูด และระบบสาธารณสุขระดับโลก แต่ถ้าไม่แก้เรื่องอากาศ เสถียรภาพ และพลังงาน เราก็จะเป็นได้แค่ "ประเทศที่มีศักยภาพ" ไปตลอด โดยไม่เคยกลายเป็น "ประเทศที่โลกเลือก" จริงๆ

ในวันที่โลกปั่นป่วน คน ทุนและเทคโนโลยีกำลังหาบ้านใหม่ โอกาสแบบนี้ไม่ได้เปิดบ่อยๆ ไทยจะคว้ามันไว้ได้ หรือจะปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนที่ผ่านมา?

ติดตามตอนที่ 2: "Digital Nomad & Global Wealth" — ใครกันแน่ที่กำลังเก็บกระเป๋ามาเมืองไทย?