บางบ่ายวันเสาร์ เราอาจพบว่าตัวเองยืนอยู่กลางห้อง มือถือผ้าเช็ดฝุ่น แต่ไม่ได้เช็ดอะไร สายตากวาดไปที่ชั้นหนังสือ หยิบหนังสือเล่มปกสีแดงขึ้นมา พลิกดู วางลง เดินไปที่ครัว เปิดตู้เย็น ปิดตู้เย็น ออกไปที่ระเบียง รดน้ำพืชทะเลทรายเล็กๆ ในกระถางที่จะรดน้ำก็ดีไม่รดน้ำก็ได้ มองท้องฟ้าสักครู่ แล้วก็เดินกลับห้องเข้ามาสะบัดผ้าปูเตียง
ดูเหมือนว่าเราไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ไม่ได้ไม่ทำอะไร
ภาษาอังกฤษมีคำสำหรับสภาวะนี้ว่า puttering หรือการใช้เวลาไปกับงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีกำหนดเส้นตาย บางคนเรียกมันว่า ‘การเดินเตร่อยู่กับบ้าน’ บางคนเรียกว่า ‘การทำโน่นนิดทำนี่หน่อย’ แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไร เราทุกคนรู้จักความรู้สึกนั้นดี
เราอยู่ในโลกที่เวลาทุกนาทีต้องใช้ให้คุ้ม ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้มันอย่างทุ่มเท แม้แต่การพักก็ต้องพักแบบ ‘มีคุณภาพ’ ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ อ่านหนังสือที่มีประโยชน์ ไม่ใช่แค่เดินวนอยู่ในบ้านพลางจัดลิ้นชักถุงเท้าที่ไม่ได้รกเลยสักนิดไปวันๆ
โซเฟีย เดมบลิน นักเขียนที่เคยเขียนถึงความสุขของการ puttering ใน Psychology Today บอกว่าการ puttering นั้นแตกต่างจากการทำงานบ้านจริงๆ โดยสิ้นเชิง เราอาจรู้สึกว่าการทำงานบ้านนั้นซ้ำซากจำเจหรือน่าเบื่อหน่าย แต่การ puttering คือการที่เราปล่อยให้จิตใจนำทาง เดินไปหาสิ่งที่ดึงดูดความสนใจในขณะนั้น ทำหรือไม่ทำก็ได้ ปล่อยให้สมองได้หายใจ ไม่มีผลต่อชีวิตใครทั้งนั้น
เมื่อเราไม่ได้โฟกัสกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง สมองจะเปลี่ยนเกียร์เข้าสู่โหมดที่เรียกว่า Default Mode Network หรือ DMN ระบบสมองที่ทำงานเพิ่มขึ้นในช่วงที่เราฝันกลางวัน ครุ่นคิดเรื่องอดีตหรืออนาคต หรือแค่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเราใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ตื่นอยู่ในสภาวะนี้ และมันคือเครื่องมือสร้าง ‘ชีวิตภายใน’ ทั้งความทรงจำ ความรู้สึกถึงตัวตน และเรื่องราวที่เราเล่าถึงตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ DMN ไม่ใช่โหมด ‘ปิด’ ของสมอง แต่ป็นโหมดที่สมองทำงานในแบบของมันเอง เมื่อจิตใจเดินเตร่อย่างอิสระ กิจกรรมในหมวด DMN อาจช่วยให้เกิดความคิดใหม่ๆ ที่สมองส่วนอื่นจะนำไปประเมินและต่อยอดได้ พูดง่ายๆ คือสมองได้ ‘บ่ม’ ปัญหาและความคิดอยู่เบื้องหลังในขณะที่มือเราจัดชั้นหนังสือไปเรื่อย
งานวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์พบว่า การปล่อยให้จิตใจเดินเตร่ระหว่างทำงานและใช้สมองน้อย ช่วยเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหา ในการทดลองหนึ่ง กลุ่มที่ได้พักให้จิตใจได้ mind-wandering ระหว่างการทำงาน ทำผลงานได้ดีกว่ากลุ่มที่โฟกัสกับงานอยู่ตลอด อย่างว่า ความคิดที่ดีที่สุดมักไม่ได้มาตอนที่เรานั่งเค้นมัน แต่บทจะมายืนล้างจานอยู่ดีๆ ก็คิดงานออกเสียอย่างนั้น
มีเหตุผลทางจิตวิทยารองรับว่า ทำไมเราจึงรู้สึกดีเมื่อทำสิ่งละอันพันละน้อยไปแบบไร้จุดหมาย นักจิตวิทยาเรียกมันว่า perceived control
โดยปกติแล้วเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายหรือควบคุมไม่ได้ ความวิตกกังวลมักพุ่งสูงขึ้น สเตซีย์ เบดเวลล์ นักจิตวิทยาจาก King's College London อธิบายว่าความรู้สึกควบคุมได้นั้น ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการควบคุมจริงๆ ขอแค่เราเชื่อหรือรู้สึกว่าเราควบคุมได้ก็พอ และการที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ ก็สร้างความรู้สึกที่ว่าและแน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจิต
นั่นคือเหตุผลที่คนจำนวนมากทำความสะอาดบ้านในช่วงที่รู้สึกเครียดหนัก ไม่ใช่เพราะบ้านสกปรก แต่เพราะการจัดบ้านคือสิ่งที่เราทำได้ ในโลกที่รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้เลย
มีคนสังเกตว่า puttering คือการ ‘ปรับมุมมองเกี่ยวกับเวลาอย่างง่าย’ ขอบฟ้าของมันยืดหยุ่น กว้างขวาง กรอบเวลามีขนาดเท่ากับงานที่เราใส่ลงไป ไม่มีเส้นตาย ไม่มีใครรอผล ซึ่งตรงข้ามกับชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาทุกถูกจัดตารางไว้ล่วงหน้าโดยสิ้นเชิง
ในช่วงเวลาที่รู้สึกว่าชีวิตนี้วุ่นวายจริงหนอ บางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่ productivity app ตัวใหม่ หรือ morning routine ที่สมบูรณ์แบบ แต่คือบ่ายวันหนึ่งที่ไม่มีแผน แค่อยู่ในบ้าน และงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างจัดลิ้นชักถุงเท้าที่ก็เป็นระเบียบอยู่แล้ว กวาดพื้น ปัดฝุ่น หรือเปลี่ยนหลอดไฟที่ไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นเดือน แค่นี้ ก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-introverts-corner/201811/the-profound-pleasure-of-puttering
https://www.theatlantic.com/magazine/archive/1911/10/the-art-of-puttering/644880/
https://coloradoserenity.com/this-that/the-perfection-of-puttering/