พีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ต่อยอดจากที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศผ่านการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับพรรคเพื่อไทย หรือ “พ.ร.บ. ทุนมนุษย์” เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569
โดย 'พีรวิชญ์ ขันติศุข' ระบุว่า "เรียนฟรีและเท่าเทียม" เพราะจัดงบแบบใหม่ที่เข้าใจความแตกต่าง สวัสดีครับทุกคน! กลับมาต่อจิ๊กซอว์ตัวที่ 3 กันครับ วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง "เส้นเลือดใหญ่" ของโรงเรียน นั่นก็คือ "งบประมาณ" ครับ
ที่ผ่านมา ปัญหาโรงเรียนไทยคือการจัดงบอุดหนุนรายหัวแบบ "ความเท่าเทียม" ให้เงินรายหัวเด็กเท่ากันหมด (Equality) ฟังดูเหมือนจะยุติธรรมนะครับ แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กบนดอยที่มีเด็ก 50 คน ย่อมมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่อหัว "สูงกว่า" โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองที่มีเด็ก 3,000 คน ผลคือโรงเรียนเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเงินไม่พอใช้ ขาดสภาพคล่อง และพัฒนาคุณภาพไม่ได้
ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่นี้ จะเข้ามาวางกติกาใหม่ทั้งหมดครับ เราจะเปลี่ยนจากการจัดงบแบบ “เทียมเท่าเสมอกัน" (Equality) มาเป็นฐาน "ความเป็นธรรม" (Equity-based) โดยการคำนวณวงเงินสนับสนุนแก่สถานศึกษาทุกประเภท บนพื้นฐานสูตรค่าใช้จ่ายต่อคน และปรับด้วย "ค่าสัมประสิทธิ์" 3 ตัว
1. สัมประสิทธิ์ประสิทธิภาพขนาด (Economy of Scale Coefficient, ESC): พูดง่ายๆ คือ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อย จะได้รับงบประมาณรายหัวที่สูงกว่า เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการครับ
2. สัมประสิทธิ์ฐานเศรษฐกิจระดับพื้นที่ (Gross Provincial Product Coefficient, GPPC): ง่าย ๆ คือ โรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดที่เศรษฐกิจฝืดเคือง รัฐจะเข้าไปโปะงบช่วยเหลือตรงนี้ให้ครับ
3. สัมประสิทธิ์ภูมิศาสตร์ (Geographic Coefficient, GC): ตัวอย่างที่เห็นภาพ โรงเรียนที่อยู่บนดอย บนเกาะ หรือพื้นที่ห่างไกลที่ต้องใช้ค่าเดินทางและขนส่งสูง จะได้รับงบอุดหนุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นครับ
เราดีใจอย่างยิ่งที่แนวคิดการจัดงบแบบ 3 สัมประสิทธิ์นี้ มีหลักการที่คล้ายคลึงและสอดคล้องกับการทำงานของ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) อย่างมากครับ ที่เน้นการ "ชี้เป้า" และจัดสรรทรัพยากรไปในจุดที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
ไฮไลต์สำคัญอีกอันคือ เรามองลึกไปถึง "ข้อจำกัดทางร่างกาย" ร่างฉบับนี้ระบุว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาเป็นพิเศษให้แก่เด็กพิการและกลุ่มเปราะบาง โดยรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรเป็นการเฉพาะเพื่อให้ผู้เรียนที่เป็นผู้พิการ หรือมี “ความหลากหลายทางระบบประสาท” ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การปรับเปลี่ยนหรือจัดให้มีสื่อ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมตามศักยภาพ
การจัดงบแบบนี้จะทำให้โรงเรียนที่ขาดกลับมามี "สภาพคล่องทางการเงิน" และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
นี่คือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ให้ "เด็กไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่เรียนฟรีได้จริง" ครับ