‘พายุ เนื่องจำนงค์’ อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพตส์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม X @payunerng วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) ว่า มุมมองส่วนตัว: จากที่วันนี้ ครม. ได้มีมติต่อสัญญา MotoGP ไปอีก 5 ปี โดยใช้งบประมาณภาครัฐกว่า 3,900 ล้านบาท ทั้งที่ยังมีข้อกังขาและคำถามสำคัญที่รัฐบาลยังไม่สามารถตอบสังคม (และคู่สัญญา) ได้อย่างโปร่งใส.. จนต้องถามกลับว่า “ความคุ้ม” ของการจัด MotoGP ในไทยต่อไปอีก 5 ปีนั้นอยู่กับใครกันแน่..?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเสียงวิจารณ์ถึงศักยภาพการจัดงาน ทั้งเรื่องการเดินทาง ที่พัก และระบบรองรับผู้ชม ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ท้องถิ่น.. แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่รัฐบาลอ้างว่าความนิยมของรายการนี้เพิ่มขึ้น แต่กลับมีผู้สนับสนุนทางธุรกิจ (sponsors) ลดลง จนรัฐมีความจำเป็นมา “อุ้ม” รายการแทนมาโดยตลอด ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมนี้ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้และหากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลควรถามตัวเองก่อนว่า “เราฝืนจัดเพื่ออะไร? และเพื่อใคร?”
เพราะหากผลประโยชน์ตกอยู่กับเอกชน “กลุ่มเล็ก” ที่มีบทบาทใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะงบประมาณกลับมาจากภาษีของประชาชนส่วนใหญ่ ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะได้.. ดังนั้นรัฐควรทบทวนรูปแบบการสนับสนุน ที่ให้กลุ่มเอกชนที่ได้ประโยชน์ร่วมลงทุนมากขึ้นการที่เป็นอยู่ แทนที่จะผลักภาระให้ประชาชนโดยตรงเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น.. การที่ยังมีกรณีข้อพิพาทเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” ที่ยังคงขาดความชัดเจน รัฐบาลได้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วหรือไม่? หากภายหลังเกิดคำวินิจฉัยที่กระทบสนามและต้องแก้ไข จะนำไปสู่การ “ผิดสัญญา” กับผู้จัดหรือไม่..? และถ้าเกิดการผิดสัญญาจริง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในการยื่นขอจัดแข่งรายการอื่นๆในอนาคต หรือค่าปรับการผิดสัญญา.. จะเป็น ภาครัฐ, ภาคเอกชน, หรือประชาชนอีกตามเคย?
ความเร่งรีบในการต่อสัญญา โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือแผนบริหารความเสี่ยง สะท้อนความขาดรอบคอบในการตัดสินใจทางนโยบาย เช่นเดียวกับกรณี “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ที่รัฐบาลเร่งเซ็นโดยขาดความโปร่งใสในกระบวนการเจรจา.. หากรัฐบาลต้องการผลักดันให้ MotoGP อยู่ในไทยจริง ก็ควรทำให้ถูกทาง เอกชนที่ได้รับประโยชน์ควรแสดงสปิริตลงทุนอย่างเป็นธรรม และรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลสาธารณะทุกขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ประเทศไทยจัดงาน “ระดับโลก”