ไม่พบผลการค้นหา
“กะลาแลนด์” กลายเป็นคำแสลงหู สำหรับคนจำนวนหนึ่ง แม้จะเป็นคำที่ใช้กันมาอย่างแพร่หลาย อย่างน้อยก็หลังการรัฐประหารปี 2557

โดยปกติคำว่า “กะลาแลนด์” ให้ความหมายประมาณว่า ดินแดนๆ หนึ่งที่ถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่าง จนไม่ค่อยทันโลกกับเขา แต่สำหรับฉันนัยหนึ่งของคำว่า “กะลาแลนด์” อาจมีความหมายไปพ้องกับสำนวนไทยที่ว่า “กบในกะลา” ซึ่งถ้าค้นคำนี้ในเว็บไซต์พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจะหาไม่เจอนะ ต้องค้นคำว่า “กบในกะลาครอบ” เอาซะเห็นภาพชัด หมายถึง “ผู้มีความรู้และประสบการณ์น้อยแต่สำคัญตนว่ามีความรู้มาก” เมื่อ “กะลา” ซึ่งผ่านการย่นย่อคำว่า “กบ” ไปแล้ว ได้มารวมกับคำว่า “แลนด์” (Land) ก็คงมีความหมายประมาณว่า ดินแดนอันเต็มไปด้วยผู้สำคัญตนด้านเชาว์ปัญญาผิดไปจากความเป็นจริง


กะลา-ไร้ค่า

ครั้งหนึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยมีหัตถเลขาทูล สมเด็จฯ กรมพระนริศฯ สันนิษฐานว่า “กะลา” น่าจะไม่ใช่ภาษาไทย และอาจเชื่อมโยงกับภาษามลายู โดยเทียบกับคำเรียก “ต้นมะพร้าว” ที่คนมลายูออกเสียงว่า “กล๋าป๋า” แต่ถึงกระนั้นเราก็ใช้คำว่า “กะลา” มาอย่างยาวนาน คร้านจะไปหาที่มาที่ไปให้เหนื่อย

โดยปกติกะลานั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนเหลือจากการบริโภคเนื้อ-น้ำมะพร้าว แต่ด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน กะลาก็ถูกนำมาใช้งานหลายอย่าง เช่น ถูกใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องดนตรีไทย ไปจนถึงเครื่องใช้ในครัว

เรียกว่าในเชิงการใช้สอย “กะลา” เป็นของอรรถประโยชน์ แต่เนื่องจากหาได้มาก เกลื่อนกลาด และเป็นของธรรมดาสามัญสำหรับไพร่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไป กะลาเลยถูกให้ความหมายในเชิงเหยียดนิดๆ เช่น การเปรียบกะลาเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นไร้ไม้ตอก เป็นอุปกรณ์ของขอทาน หรือการเอาคำว่า “กะโหลก+กะลา” ก็จะได้ความหมายใหม่ หมายถึง “ไม่มีค่า” ยกตัวอย่างรูปประโยคเช่น “ถ้าฉันแก่ตัวลงไป ก็ขอให้แก่แบบมีคุณภาพเถอะ อย่าแก่แบบกะโหลกกะลาเลย สาธุ” เป็นต้น


กะลาคู่กับความสามัญ

อย่างที่บอกไปว่ากะลามักใช้ในหมู่ไพร่สามัญ ที่พบมากๆ ก็ใช้แทนชามข้าวนั่นแหละ ต่อมาสยามเรานำเข้าเครื่องถ้วยจีน หรือพ่อค้าจีนเอาติดเรือมาด้วย เป็นชามที่ไม่ได้วิจิตรบรรจงอะไรมากมาย เนื้อไม่ได้บางยิบแบบกังไส น้ำเคลือบและลวดลายก็ไม่ได้งามอะไรมาก อาจเขียนด้วยพู่กันหยาบๆ พอให้พื้นที่ชามไม่โล่ง เครื่องถ้วยเหล่านี้ขายกันราคาไม่แพง ชาวบ้านร้านตลาดก็เลยได้ใช้กันเยอะ ทุกวันนี้นักเล่นของเก่าก็ยังเรียกชามลักษณะนี้ว่า “ชามกะลา” หมายถึงชามที่ใช้กันในกลุ่มชาวบ้าน ไม่ใช่เครื่องกังไสลายครามหรูๆ ในบ้านผู้รากมากดี

75567403_478444992776240_611915123216351232_n.jpg

ตัวอย่างชามกะลา ลายชามแปลงมาจากลายโบราณเป็นอักษรเหลี่ยมๆ “ซังฮี้” แปลว่าโชคดีสองชั้น ชามกะลาใบนี้นำเข้าจากจีน อาจผลิตปลายราชวงซ์ชิงถึงราวต้นๆ ยุคสาธารณรัฐ สมัยก่อนหาซื้อได้กลาดเกลื่อนในร้านขายของเก่า เดี๋ยวนี้ใบสวยๆ เริ่มหาไม่ง่ายแล้วเหมือนกัน 


นี่เป็นนัยที่ “กะลา” หมายถึงความธรรมดาสามัญ แต่นั่นแหละความสามัญในบางครั้งก็ไม่มีใครต้องการ และบางกรณีคือการลงทัณฑ์ดีๆ นี่เอง เช่น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) บอกว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระบรมราชโองการถาม “พระโหราธิบดี” ว่า สุริยุปราคาที่กรุงเทพมหานครจับกี่ส่วน ยังเหลืออีกกี่ส่วน พระโหราธิบดีและโหรมีชื่อกราบทูลไม่ถูก ทรงพระพิโรธให้ไปขัดหินที่วังสราญรมย์ 1 วัน จากนั้นจึง “ให้ทำทัณฑกรรมไว้ภายใต้ห้องอาลักษณ์ ลูกประคำหอยโข่งสวมคอ กินเข้าน้ำด้วยกะลากาบหมากเป็นภาชนะใส่กับเข้า อยู่ 8 วันจึงพ้นโทษ”

แปลง่ายๆ ว่า ให้กินข้าวกินน้ำด้วยกะลาและกาบหมาก กะลาก็คงไม่ได้ทำให้พระโหราฯ เจ็บปวดร่างกายอะไร แต่การไม่ให้ใช้ภาชนะอย่างปกติ ให้ใช้ของอย่างสามัญ ถือว่าเป็นการลงโทษโดยอาศัยความหมายของ “กะลา” จะว่าอย่างนั้นก็ได้

หรือหากอยากทำร้ายใครให้ได้เจ็บและอายกันสุดๆ ในวรรณคดีบ้านเราก็กล่าวถึง “กะลา” เอาไว้เหมือนกัน เช่น นางคันธมาลี ก็จะทำร้ายยายเฒ่าทัศประสาท ด้วยการ “จะตีให้บัดซบตบด้วยกะลา” หรือ “พระลักษณวงศ์” ไปปราบนางยักษ์ที่เมืองพาราณสี เมื่อจับนางยักษ์ได้ก็เดือดมากสั่งตบด้วยกะลาเหมือนกัน

“กระทืบบาทสิงหนาทอยู่ฉาดฉาน      มึงอีมารแก่แรดแพศยา

เหวยมนตรีตีตบด้วยกะลา    เอาเลือดมาล้างตีนอีสิ้นอาย”

โดยสรุปแล้ว “กะลา” หากเป็นสิ่งของก็ให้คุณ แต่ถ้าเป็นคำค่อนแคะ ก็ออกจะ “แรง” อยู่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ที่ผู้ฟังด้วยว่า “อิน” กับคำนี้มากขนาดไหน และมองเห็นภาพสะท้อนอะไรจากคำนี้บ้าง