ไม่พบผลการค้นหา
ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีในกรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายเรื่องการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เน้นงาน 4 ด้าน 'ลดอุปสงค์-ปราบปราม-ประสานความร่วมมือด้านกฎหมาย-ส่งเสริมประชาชนปลูกพืชทางเลือกแทนพืชยาเสพติด'

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และมีรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเป็นประธานเปิดการประชุม เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562

โดยประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย ไทย ลาว เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา จีน ร่วมกับสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ต่างตระหนักถึงสถานการณ์ยาเสพติดที่มีการผลิตยาเสพติดชนิดสังเคราะห์ การลักลอบค้า และการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น การปราบปรามต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ การแก้ปัญหาให้ลุล่วงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบของทุกประเทศในบริเวณแม่น้ำโขงเพราะมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด

ความร่วมมือของประเทศลุ่มน้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีการจับกุมคดียาเสพติดได้ถี่ขึ้น ลดพื้นที่ปลูกฝิ่นได้มาก ความร่วมมือระหว่างจุดข้ามแดนเป็นไปอย่างสะดวก สำหรับการประชุมครั้งนี้ทุกฝ่ายได้เห็นชอบที่จะเดินหน้ารับผิดชอบร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติดโดยมุ่งเน้นการทำงาน 4 ด้านคือ

1) การลดอุปสงค์ยาเสพติดและส่งเสริมสุขภาพประชาชน

2) ความร่วมมือด้านการปราบปราม

3) ความร่วมมือด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม

4) การส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกอย่างยั่งยืนแทนการปลูกพืชเสพติด

ทั้งนี้ สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานในภาพรวม และติดตามและทบทวนผลสำเร็จของการทำงานตามแผนปฏิบัติการที่ได้มีการกำหนดร่วมกัน ตัวอย่าง แผนปฏิบัติงาน เช่น การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องการระบาดของยาเสพติดทั้งโดยวิธีการกินและการฉีด การสำรวจพืชเสพติดทั้งฝิ่นและกัญชาในภูมิภาคประจำปี การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพัฒนาเทคนิคการสืบสวนและความเชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์คดีอาชญากรรมยาเสพติด การส่งเสริมการผลิตและตลาดแก่พืชทางเลือกเพื่อให้ผู้ปลูกพืชเสพติดเลิกปลูกพืชเดิมและมีรายได้จากการปลูกพืชใหม่อย่างยั่งยืน

การดำเนินการภายใต้เป้าหมาย 4 ด้านนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบและการสนับสนุนกันและกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิผลต่อปัญหายาเสพติดในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง